งอมดี ทว่ากลับเริ่มเห็นผลซู่เหมยสีแดงฉ่ำตามเถาวัลย์ริมทางแล้ว ซ่งโหยวลองเด็ดมาชิมบ้าง ผลใดเปรี้ยวหรือหวานล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา
ไม่ทันไร พวกเขาก็ปีนขึ้นมาได้สูงพอสมควรแล้ว
บัดนี้ผู้คนจำนวนมากเริ่มอ่อนแรง ต่างเดินตามซ่งโหยวไม่ทันแล้ว มีเพียงคนร่างกำยำไม่กี่คนที่พอจะเดินแซงหน้าเขาขึ้นไปได้
ชุดนักพรตของเขานับว่าเป็นที่สะดุดตานัก อีกทั้งยังมีม้าขนแดงไร้บังเหียนคอยเดินตาม นับว่ายากพานพบยิ่ง ผู้คนที่เดินผ่านไปจึงมักจะเหลียวหลังหันมามองเขา โดยเฉพาะผู้ที่กำลังหยุดพักเหนื่อย มักจะถือโอกาสนี้เข้ามาทักทาย
นักพรตหนุ่มมิได้หยุดฝีเท้า เพียงตอบรับกลับไปตามมารยาท
ครู่ต่อมาถึงมีขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งเดินขนาบข้างมา คอยส่งสายตาชำเลืองมองพวกเขาอยู่ร่ำไร
ตามมาด้วยเสียงที่แว่วมาจากเบื้องหลัง
“ขอทางหน่อยท่าน…”
พร้อมกับเสียง เอี๊ยดอ๊าด ที่ดังตามมา
ซ่งโหยวหันไปมอง เห็นชายวัยกลางคนเปลือยท่อนบนสองคนกำลังแบกเก้าอี้ไม้ไผ่ซึ่งชายในชุดขุนนางรูปร่างอ้วนฉุลงพุงกำลังนั่งอยู่ เก้าอี้ไม้ไผ่พลันโยกคลอนขึ้นลงตามฝีก้าว เกิดเป็นเสียงอย่างที่เขาได้ยิน
ทางเดินบนเขานั้นแคบนัก อย่างมากก็เดินเรียงหน้ากระดานได้เพียงสองคน
ซ่งโหยวและขุนนางหนุ่มผู้นั้นรีบเบี่ยงตัวหลบไปริมทาง เพื่อเปิดทางให้ชายแบกเก้าอี้ทั้งสองผ่านไปก่อน
ชายวัยกลางคนทั้งสองคนนั้นรูปร่างผอมจนเห็นกระดูก เดาว่าคงหาเลี้ยงชีพบนเขาแห่งนี้มานาน แต่ถึงกระนั้นฝีเท้าของพวกเขาก