็รวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก แม้จะแบกขุนนางร่างท้วมอยู่ก็ตาม ระหว่างที่แบกก็ใช้ผ้าเก่าๆ ซับเหงื่อไปพลาง
ผิดกับขุนนางบนเก้าอี้ที่ใช้ผ้าไหมอย่างดีซับเหงื่อ
“ขอบคุณท่าน…”
เสียงเก้าอี้ไม้ไผ่ค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับกลุ่มคน
ซ่งโหยวละสายตากลับมา สีหน้ายังคงราบเรียบสงบนิ่ง ทว่าขุนนางหนุ่มที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับทอดสายตามองมาที่เขา ราวกับหมายจะสบโอกาสนี้เอ่ยทักทาย ว่าแล้วก็รีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“คารวะคุณชาย”
“คารวะท่าน”
“ข้ามีนามว่าเหวยอินหวา เป็นชาวล่างโจว ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอย่างไร”
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นชาวอี้โจว”
“อี้โจวหรือ ไกลเชียว”
“ก็ไม่ใกล้นักหรอก”
“คุณชายขึ้นเขาจุนเจ่อมาเพื่อสักการะองค์เทพหรือว่ามาเยี่ยมเยียนมิตรสหายที่อารามหลังเขากันเล่า”
“ข้ามาชมทัศนียภาพ”
“ฮ่าๆ คุณชายช่างมีใจสุนทรีย์นัก” ขุนนางหนุ่มกล่าวพลางมองไปข้างหน้า เห็นกลุ่มชายแบกหามเดินไกลออกไปเรื่อยๆ เสียงแบกเก้าอี้ก็แผ่วลงตามไปด้วย จึงอดหัวเราะออกมามิได้ “ช่างเป็นช่วงเวลาอันประจวบเหมาะ แม้แต่ใต้เท้าที่ปกติไม่ชอบขยับเขยื้อนกายยังพากันมาเที่ยวเล่นที่เขาจุนเจ่อ พวกคนแบกหามเหล่านี้คงโกยค่าน้ำพักน้ำแรงได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว”
“นั่นสินะ…”
ซ่งโหยวตอบรับทว่าในใจกลับแฝงไปด้วยความฉงน “ที่ช่วงเวลาอันประจวบเหมาะที่ท่านว่า… หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“เอ๋”
คราวนี้กลับเป็นขุนนางหนุ่มที่ทำหน้าประหลาดใจ เขาถามซ่งโหยวกลับ “คุณชาย