ไม่ทราบหรือนี่”
“อ้อ ท่านอาจเข้าใจผิดไป ข้าและศิษย์น้อยออกพเนจรไปทั่วหล้า เดือนก่อนเพิ่งไปเยือนเหยาโจวมา เมื่อคืนก็เพิ่งมาถึงอำเภอหวงเหลียง พักที่เชิงเขาอยู่หนึ่งคืน เพิ่งขึ้นเขามาเมื่อเช้านี้เอง ตอนยังไม่ขึ้นมาบนเขา เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็บอกว่าพวกข้ามาได้ถูกจังหวะเวลาพอดี ตอนนั้นข้ายังนึกว่าเขาหมายถึงช่วงนี้บนเขากำลังอากาศดีเสียอีก” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่พอได้ฟังท่านกล่าวเช่นนี้ ดูเหมือนว่าคงไม่ได้มีเพียงเรื่องนั้นกระมัง”
“ฮ่าๆๆ…”
ขุนนางหนุ่มได้ยินดังนั้นก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เขาตบมือพลางกล่าวว่า “ช่วงนี้ก็อากาศดีจริงๆ นั่นแลท่าน ทว่าสาเหตุที่ผู้คนแห่กันมามากมายเพียงนี้ ก็เพราะนี่เป็นช่วงกลางเดือนสี่อย่างไรเล่า”
“กลางเดือนสี่หรือ”
“คุณชายไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนจริงๆ ด้วย”
“หากท่านยินดีจะชี้แนะ…”
“ปัดโธ่! ปีนเขาคนเดียวช่างโดดเดี่ยวนัก ได้สนทนากับผู้บำเพ็ญพรตเช่นท่านแก้เบื่อคลายความเหนื่อยล้าเสียหน่อยก็นับว่าเป็นเรื่องดีนัก!” เหวยอินหวากวาดสายตามองซ่งโหยวอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางม้าขนแดงด้านหลังและเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังเงยหน้าจ้องเขาตาแป๋ว “คุณชายเป็นถึงผู้บำเพ็ญพรต เคยได้ยินตำนานเรื่องเทพเซียนใช้ที่แห่งนี้เป็นทางผ่านสู่สรวงสวรรค์หรือไม่”
“พอจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง”
“นั่นแลต้นเรื่อง” ขุนนางหนุ่มแซ่เหวยเว้นจังหวะ “ต้องย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน…”
“หืม”
ซ่งโหยวเริ่มสนใจขึ้