น คุยกันถูกคอไปเสียทุกเรื่อง จึงไม่อยากปิดบังความจริง ก่อนจากกันเขากำชับมิให้ท่านหลี่เที่ยวไปบอกใครซี้ซั้ว ว่าจบแล้วผู้เฒ่าอ้ายก็โผบินจากยอดเขาจุนเจ่อ หายลับไปในนภากาศต่อหน้าต่อตาท่านหลี่”
“ต่อมาท่านหลี่กลับไปส่งคนไปสืบข่าวที่เฟิงโจว ปรากฏว่าท่านผู้นั้นเพิ่งจะตายจากไปจริงๆ และในเวลาต่อมาชื่อของผู้เฒ่าอ้ายก็ปรากฏอยู่ในรายนามเทพเซียนตามอารามเต๋า ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างนั้นตรงตามที่ผู้เฒ่าอ้ายกล่าวไว้ทุกประการ”
ซ่งโหยวฟังจบก็ยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นบ้าง
“ดูท่าว่าเขาจะรักษาคำสัตย์ไม่ได้เสียแล้ว”
“คงไม่ได้ตั้งใจจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปหรอกกระมัง”
“ก็นับว่าเป็นวาสนาอันประเสริฐอย่างหนึ่ง”
“แน่นอนๆ!” ขุนนางหนุ่มกล่าวต่อ “ครั้นเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป ผู้คนก็แห่กันมาปีนเขาจุนเจ่อมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนจงใจมาให้ตรงช่วงเวลาดังว่า หมายจะลองเสี่ยงโชคดู ว่ากันว่าต่อมาก็มีคนพบเห็นเทพเซียนระหว่างทางจริงๆ บางคนได้สนทนาด้วย บางคนได้ผูกมิตร หรือบางคนก็เห็นเพียงเงาวูบวาบเลือนลาง หรือแม้กระทั่งเห็นผู้มีอาคมเหาะเหินเดินอากาศข้ามไปก็มี ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่”
“ช่างมหัศจรรย์นัก”
“ดังนั้นคนที่มาปีนเขาในช่วงนี้ ส่วนใหญ่ก็มาเพราะหวังอยากเจอเทพเซียนกำลังขึ้นสวรรค์ หมายจะขอ พึ่งพิงบารมีหรือขอความเป็นสิริมงคลให้ตน” ขุนนางหนุ่มพูดไปพลางสังเกตท่าทางของซ่งโหยวไปด้วย แววตาเริ่มมีความฉงนผุดขึ้นมา
“แล้วท่า