มา
“ขอบคุณท่านเซียน”
จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมด เป็นสุราจากเมืองเล็กๆ แต่ก็เป็นสุราที่แพงที่สุดในตัวเมือง นายเรือย่อมไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน เมื่อดื่มเสร็จก็หัวเราะร่า
“สุราดี…”
สุราในยุคนี้ไม่ได้มีฤทธิ์แรงนัก ดื่มเพียงแค่จอกเดียวย่อมไม่ส่งผลต่อการเดินเรือ
นายเรือคืนจอกสุราไป เขาไม่ได้ออกแรงพายเรือมากนัก ปล่อยให้เรือเล็กลอยไปตามคลื่นสีคราม พร้อมกับเสียงฮัมเพลง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงท่าเรือในเหยาโจวที่ซ่งโหยวเคยลงเรือเมื่อครั้งที่แล้ว
อาจเป็นเพราะฤทธิ์อุ่นร้อนของสุราช่วยขับไล่ความหนาวเย็นในร่างกายได้ แม้คลื่นลมยามวัสนต์จะยังมีความหนาวเย็นอยู่บ้าง แต่นายเรือก็ไม่รู้สึกปวดขาตลอดการเดินทางครั้งนี้เลย
“ท่านเซียนจะลงที่นี่อีกหรือ”
“ลงที่นี่เหมือนเดิม”
“ได้เลย!”
นายเรือรีบนำเรือเข้าเทียบท่า
ซ่งโหยวหยิบเงินค่าเรือออกมา เขายืนกรานไม่รับ ซ่งโหยวก็ยัดเยียดให้ จากนั้นจึงขอบคุณนายเรือและเดินลงจากเรือไป
ยังคงเป็นถนนดินเหลืองระหว่างภูเขาสายเดิม ซึ่งเดินทางสะดวกกว่าถนนในจือจวิ้นและเฟิงโจวมาก ข้างทางมีป่าต้นสนที่ขึ้นเรียงราย เป็นสถานที่ที่แมวสามสีเคยขี่เสือวิ่งตะลุยผ่านไปพร้อมกับฝูงหมาป่า แม้จะเป็นยามฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ก็ยังมีหมอกควันบางๆ ปกคลุมตามภูเขา ราวกับเป็นผ้าแพรบางเบา ภาพที่ปรากฏท่ามกลางความเลือนรางนั้นแทบไม่ต่างอะไรจากเมื่อปีที่แล้วเลย
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวก้าวเดินไปข้างหน้า ม้