องสักทีเถิด เชิญข้ามามีเรื่องอันใด” องค์เทพเย่ว์หวังกล่าวอย่างเปิดเผย “ที่นี่ช่างอยู่ห่างไกลเสียจริง”
“มิใช่ที่นี่อยู่ห่างไกล แต่เป็นเพราะศาลเจ้าและรูปเคารพของท่านมีน้อยเกินไปต่างหาก”
“ยังกล้าเยาะเย้ยข้าอีกรึ”
“มิบังอาจ”
ซ่งโหยวกล่าวพลางโบกมือ จากนั้นก็มีโต๊ะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา “เชิญท่านนั่งลงเถิด”
“…”
องค์เทพเย่ว์หวังยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงนั่งลง
ทว่าเมื่อนั่งลงแล้ว เขากวาดสายตามองรอบด้าน เห็นแต่ความขาวโพลน จึงกล่าวขึ้นว่า “ที่แห่งนี้ไร้ทิวทัศน์ไร้ชา นั่งอยู่ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือ”
“ข้ามิได้เชี่ยวชาญในวิชาสร้างฝัน ทำได้เพียงเท่านี้”
“เช่นนั้นก็ให้ข้าเติมแต่งหน่อยเถิด”
องค์เทพเย่ว์หวังกล่าวจบก็โบกมือ
ม่านหมอกเบื้องล่างพลันสลายไป เผยให้เห็นทิวเขาเขียวขจี
แนวเขามีส่วนโค้งที่อ่อนโยน หญ้าสีเขียวอ่อนนุ่มพลิ้วไหวไปในทิศทางเดียวกันตามแรงลม
หมอกสีขาวรอบตัวก็จางหายไป เผยให้เห็นต้นสนโบราณรูปลักษณ์ประณีต กิ่งก้านโน้มลงมาราวกับม่านพลับพลา คลุมอยู่เหนือศีรษะของคนทั้งสองพอดี
ส่วนม่านหมอกสีขาวที่อยู่ไกลออกไปก็ถูกลมพัดพาไป เผยให้เห็นขุนเขาหลายลูก บ้างซ้อนทับกันเป็นกลุ่มก้อน บ้างสูงเสียดฟ้า แต่ล้วนเลือนรางคล้ายจริงคล้ายมายา มองไม่ชัดเจนราวกับภาพวาดหมึก ขณะที่ช่องว่างระหว่างขุนเขาและเบื้องล่างของภูเขาเหล่านี้กลับว่างเปล่า มีเพียงเมฆหมอกหนาแน่น ราวกับทุกสิ่งอยู่ท่ามกลางสายหมอกหรือบนสรวงสวร