้ดีว่าความสว่างนั้นล้ำค่าเพียงใด และย่อมรู้ว่าผู้ที่นำแสงสว่างมาสู่ความมืดนั้นยิ่งใหญ่อย่างไร
เสียงของนักพรตดังลงมาจากเบื้องบน ก้องสะท้อนไปทั่วภูผา
“มีวิญญาณใดฉวยโอกาสออกไปหรือไม่”
“ท่านเซียน…พวกข้าจะไปที่ไหนได้อีกเล่า…”
“พวกข้าไร้ที่พึ่ง…”
“ไม่มีใครออกไปเจ้าค่ะ…”
“…”
เบื้องล่างเต็มไปด้วยเสียงแห่งความวุ่นวาย
“ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เพียงแต่ตัวเมืองในเขาถูกทำลายไปหมดแล้ว จำต้องรบกวนทุกท่านช่วยสร้างขึ้นใหม่” เสียงของนักพรตยังคงสงบนุ่มนวล “เมื่อเหล่าวิญญาณที่กระจัดกระจายกลับมาครบแล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามเดิม เคยทำสิ่งใดก็จงทำตามนั้น”
“ข้าน้อมรับคำสั่งท่านเซียน!”
“ข้ามีงานของข้า ไม่ต้องสนใจข้า”
“พะ…พวกข้าน้อยรับทราบ”
เหล่าวิญญาณต่างรีบแยกย้ายเข้าไปในเมืองผี อยู่เงียบๆ รอให้เหล่าขุนนางผีกลับมาประจำการ ขณะเดียวกันก็แอบเหลือบมองหญิงสาวผู้หนึ่ง ผู้ที่มิได้สนใจสิ่งใดรอบกาย เพียงดีดพิณต่อไปอย่างไม่ไยดี
ท่วงทำนองนั้นไพเราะเกินพรรณนา ซึมซาบเข้าไปถึงดวงวิญญาณ จนพวกเขาต้องหยุดฟัง
หลังตายไปก็ทำเรื่องทั่วไปเหมือนครั้นยังเป็นมนุษย์ไม่ได้แล้ว กินข้าวปลาอาหารก็ไม่รู้รส ไร้กายเนื้อก็เหมือนได้สูญเสียอะไรไปมากมาย ลืมสิ้นแม้กระทั่งความรื่นรมย์ มีวิญญาณหลายตนที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนไม่ได้สัมผัสความงดงามเช่นนี้มานานเพียงใด
หรือบางทีอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยก็เป็นได้