ก่ไว้ จึงทำเช่นนี้ได้ เช่นนั้นแล้ว จะประลองอาคมก็ต้องใช้สมองให้มากด้วย”
“แม่นางสามสีทั้งฉลาดทั้งว่องไว ย่อมเก่งกว่าพวกมันเป็นแน่”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
เจ้าแมวตอบไปโดยแทบไม่ต้องคิด แต่ยังไม่ทันที่ซ่งโหยวจะได้พักหายใจ นางก็ยิงคำถามใหม่มาอีกแล้ว
“แม่นางสามสีเห็นนักพรตไปต่อสู้กับพวกจระเข้ด้วย ใช่ตัวที่เราเจอในแม่น้ำวันนั้นหรือไม่”
“ตนนั้นหนีไปแล้ว”
“เจ้าฆ่าพวกมันหรือ”
“ไม่ใช่ข้า” ซ่งโหยวเว้นไป “ข้าไม่ได้ฆ่าสักตนเลย”
“จระเข้หรือ ฟังดูแล้ว…”
แม่นางสามสีไม่ได้พูดต่อ แต่แลบลิ้นเลียริมฝีปากหนึ่งรอบ ก่อนจะยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลียพร้อมกับอาศัยจังหวะเลียอุ้งเท้าชำเลืองมองนักพรตอย่างระแวดระวัง กลัวว่าเขาจะบ่นว่า ‘ห้ามกินปีศาจนะ แม่นางสามสี ห้ามนะๆๆ’
“กินไม่ได้”
ข้าว่าแล้วเชียว แม่นางสามสีคาดเดาได้อย่างแม่นยำ
แม่นางสามสียังคงเลียอุ้งเท้าต่อไป ขณะเดียวกันก็แอบครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
“แต่จระเข้ธรรมดา รสชาติคล้ายเนื้อไก่นะ” ซ่งโหยวเสริม
“หือ”
แม่นางสามสีชะงัก นางหันไปจ้องมองเขา ก่อนจะรีบวางอุ้งเท้าลง นั่งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็เอนศีรษะด้วยความฉงน
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเคยกินมาก่อน”
“เมื่อไหร่หรือ”
“ก่อนที่จะรู้จักแม่นางสามสี”
“อ้อ…”
ทั้งที่เพิ่งแยกจากซ่งโหยวได้ไม่นาน แต่บางทีเพราะต้องเดินทางไกลไปทั้งที่ในใจยังรู้สึกกังวล จึงรู้สึกเหมือนผ่านมานานนัก ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรถึงเอาแต่พูดไม่หยุดเช่นนี้
จนนกนาง