เปลวไฟในนรกเพลิงร้อนระอุ รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนส่องแสงสว่างจ้าจนแสบตา รุนแรงกว่าเมื่อคราวก่อนยิ่งนัก
เปลวไฟไหลเวียนไปทั่วทั้งภูผา เสียงลมหวีดหวิวแว่วมาไม่ขาดสาย
ร่างเงาของนักพรตกลืนหายไปกับเปลวไฟในพริบตา
ทว่าแม้ทั้งร่างจะถูกห่อหุ้มด้วยเพลิง เขากลับไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับอันตรายใดๆ แม้แต่ชายเสื้อคลุมหรือไม้เท้าไม้ไผ่สีเขียวในมือ ก็หาได้เปลี่ยนรูปไม่
นักพรตค่อยๆ เดินไปจนสุดขอบนรกเพลิง ก่อนจะเงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก้มมองเบื้องล่าง
คลื่นความร้อนยิ่งทวีความรุนแรง ลักษณะของเปลวไฟเองก็เปลี่ยนไปด้วย
เวลานี้เพลิงในนรกเพลิงดูแตกต่างไปจากเดิมนัก หากกล่าวถึงคุณสมบัติในการเผาดวงวิญญาณแล้ว เกรงว่าคงยังเทียบไฟทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยดวงวิญญาณทั่วไปยังหวาดกลัวไฟธรรมดา แม้แต่วิญญาณที่อยู่มานานแล้วก็ยังทนไฟธรรมดาได้ไม่นานนัก แต่ในเปลวไฟนี้ ต่อให้เป็นดวงวิญญาณใหม่ ก็คงไม่ถูกเผาจนวิญญาณสลายในช่วงเวลาสั้นๆ
เปลวไฟค่อยๆ เผาผลาญพวกมันให้เป็นเถ้าถ่าน ทว่ายังคงเหลือบางสิ่งไว้เบื้องหลัง
เบื้องล่างเต็มไปด้วยดวงวิญญาณราวหมื่นตน
ร่างพวกมันบิดงอ ดิ้นทุรนทุรายท่ามกลางเพลิง ร่ำไห้ร้องขอความเมตตา
“อ๊าก!”
“เจ็บปวดเหลือเกิน……”
“ข้าสำนึกผิดแล้ว! เมตตาข้าด้วยเถิด!”
“ข้าพลั้งมือทำร้ายผู้คน แต่ก็ยอมรับโทษแต่โดยดี ซ้ำแล้วยังพร้อมกลับตัวกลับใจ…”
“อ๊าก…อ๊าก……”
เจ็บปวดรวดร้าวทะลวงถึงแก่นวิญญา