ภายในห้องมีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ แม้มิได้สว่างนัก แต่เมื่อสายตาชินกับความมืดแล้ว ก็มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
ราตรีนี้ช่างเงียบสงัด
ซ่งโหยวเดินไปลูบผ้าห่มบนเตียง อันที่จริงถือว่าโชคดีไม่น้อยเลย ช่วงนี้ดูเหมือนกิจการโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะซบเซาไปพักหนึ่ง เถ้าแก่จึงถือโอกาสซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้าห่มเสียใหม่ ทำให้มีกลิ่นถั่วลันเตาอ่อนๆ เคล้าอยู่ ผืนผ้าแห้งสนิท สัมผัสแล้วรู้สึกว่านุ่มสบายดี คิดว่าคืนนี้คงนอนหลับสบายแล้ว
แม่นางสามสีเดินตามเขามาติดๆ ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“นักพรต…”
“มีอะไรหรือ”
“คนพวกนั้น…มีหลายคนเอาแต่จ้องชามของแม่นางสามสีไม่วางตาด้วย!” แมวน้อยกระโดดขึ้นโต๊ะก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สายตาของพวกเขาช่างแปลกประหลาดนัก”
“ทำหน้าทำตาอย่างกับเป็นพวกหนูขี้ขโมย”
“พวกหนูขี้ขโมย!”
“สายตาเหมือนพวกขโมยน่ะ”
“พวกขโมย!”
“เป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว ชามใบนี้ทั้งสวยและล้ำค่า จะตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นบ้างก็ไม่น่าแปลกใจนัก” ซ่งโหยวอธิบาย “ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นชามของแม่นางสามสี คนเห็นแมวได้ใช้ชามสวยงามเช่นนี้ย่อมคิดสงสัยว่าพวกเราไม่รู้คุณค่าของมันเป็นธรรมดา”
“โลกมาก!”
“โลภต่างหาก แปลว่าอยากได้บางสิ่งมากครอบครองมากเสียจนตาลุกวาว”
“แม่นางสามสีรู้อยู่แล้ว!” แมวน้อยจ้องเขาตาแป๋ว “แค่รู้สึกว่ามันตลกดีเท่านั้น!”
“ข้าลืมไปว่าแม่นางสามสีรอบรู้ทุกศาสตร์วิชา”
“รอบรู้ทุกศาสตร