น่าเบื่อชะมัด!”
ชายผู้นั้นรีบล้วงชามออกมาจากอกเสื้อ ใช้สองมือประคองชามอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะ แต่เพราะไม่กล้าเข้าใกล้ จึงได้แต่เหยียดแขนจนสุด แล้ววางชามลงบนโต๊ะอย่างเกรงกลัว
“หากตอบแล้วจะปล่อยข้าน้อยไปหรือไม่”
“ไม่รู้สิ” แม่นางสามสีเอียงคอครุ่นคิด “แต่นักพรตใจดี หากเจ้าตอบตามจริง ข้าว่าเขาคงปล่อยเจ้าไป”
“เช่นนั้นข้า…”
“แต่นักพรตยังหลับอยู่ เจ้าห้ามทำเสียงดัง ต้องรอให้เขาตื่นก่อน… โอ้! เขาตื่นแล้ว!”
แม่นางสามสีกล่าวพลางหันมองไปทางเตียง
ซ่งโหยวลุกขึ้นมาพร้อมลูบใบหน้าเบาๆ
แมวน้อยจึงหันกลับมาทำตาขวางใส่ผู้คุ้มกันหนุ่มอีกครั้ง
“ต้องเป็นเพราะเจ้าพูดเสียงดังเกินไปแน่ๆ!”
“ข้าน้อยถูกใส่ร้ายแล้ว…”
เขากล่าวพลางหันไปมองซ่งโหยวที่ลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้ว พลันสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้ต่างหากที่เป็นตัวหลัก จึงรีบปริปากอ้อนวอน
“ท่านเซียน โปรดเมตตาข้าน้อยด้วย ยกโทษให้ข้าน้อยเถิด!”
ซ่งโหยวเพียงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงมาเยือนที่นี่กันเล่า”
“ข้า…ข้าน้อย…”
เขาเอาแต่พูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าตอบความจริง
ซ่งโหยวเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ข้าเป็นนักพรต ย่อมมีใจเมตตา แต่หากท่านคิดจะกล่าวขออภัย ก็ต้องพูดความจริงมาก่อน”
“ข้าน้อย…ข้าน้อยถูกความโลภเข้าครอบงำ จึงเลอะเลือนไปครู่หนึ่งขอรับ…”
เขากล่าวอย่างละอาย ทั้งที่ตนเป็นผู้กระทำผิดแท้ๆ “ข้าเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด…”
“ครั้งแรกจริง