เดิมทีทางใต้ของแคว้นเฟิงโจวเป็นแดนกันดาร เต็มไปด้วยหุบเขาอันตราย แต่เดิมนั้นมีแม่น้ำอิ่นเจียงไหลผ่าน เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลจากฉางจิงลงสู่ทิศใต้ ทว่าหลังจากทางน้ำเปลี่ยนทิศไป สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นดินแดนไร้ผู้แย่งชิง
เมืองหลักประจำแคว้นกลับดูเหมือนสิ่งปลูกสร้างที่หลงเหลือมาจากเมื่อพันปีก่อน ไม่เคยได้รับการบูรณะ ป้อมดินเหลืองนั้น ดูเผินๆ ยังคิดว่าเป็นค่ายทหารชาวแดนเหนือด้วยซ้ำ อีกทั้งในตัวเมืองก็ยังมีคนพูดภาษาทางการไม่มากนัก
ซ่งโหยวจึงตระหนักได้ว่าเมื่อพันปีที่แล้ว แม่น้ำอิ่นเจียงเคยไหลผ่านจือจวิ้น ผ่านอำเภออิ่นหนาน ซึ่งนามอิ่นหนานนี้ก็หมายถึงแผ่นดินที่อยู่ทางใต้ของแม่น้ำอิ่นเจียง เมื่อพันปีก่อนที่แห่งนี้เคยเจริญรุ่งเรือง ทว่าตลอดพันปีมานี้ล้วนเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย หากไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ที่หยั่งรากลึกในจิตใจผู้คน แผ่นดินนี้ ระยะเวลาเท่านี้ก็นานพอจะสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นมาได้
ภายในตัวเมืองมีเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง บนยอดมีศาลารกร้างอยู่ข้างโรงเตี๊ยม ภายในมีหญิงงามสองนางกำลังนั่งรับลมชมทิวทัศน์เมืองเก่าอันทรุดโทรม
ซ่งโหยวในชุดคลุมนักพรตและเจ้าม้าแดงหยุดยืนอยู่ที่เชิงเขา ครั้นเงยหน้าขึ้นไปก็สบตากับพวกนางพอดี
ไม่นานนักก็มีเพียงม้าแดงที่ยืนรออยู่เบื้องล่าง ส่วนซ่งโหยวนั้นขึ้นมาบนศาลาแล้ว
นกนางแอ่นตัวหนึ่งก็บินมาเกาะสันหลังคาหญ้าแห้ง
“คารวะท่านนักพรตและแม่นางสามสี”
“และเจ้านกน้อย