จากอันชิง”
“แม่นางทั้งสองช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริง”
“รอบข้างไม่มีสิ่งน่าสนใจ จึงขึ้นมารับลมชมทิวทัศน์ไปพลาง” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“และคอยเฝ้าดูว่าท่านจะกลับมาเมื่อใดด้วย” สาวใช้ยิ้มกริ่ม
ซ่งโหยวแสร้งว่าไม่ได้ยิน เขายืนพิงศาลาทอดมองไปทั่วเมืองโบราณ เห็นชาวเมืองใช้ชีวิตราวกับย้อนกลับไปเมื่อพันปีก่อน จึงเอ่ยถามขึ้น
“แล้วสองแม่นางได้พบสหายเก่าหรือไม่”
“ยังไม่ได้พบ”
“เพราะเหตุใดหรือ”
“เช่นนั้นจะยังรอต่อไปหรือไม่”
“รอต่อไปก็ไร้ประโยชน์”
“ที่ว่ามาก็มีเหตุผล” ซ่งโหยวพยักหน้าพลางหลุบตาลงเล็กน้อย “แล้วทั้งสองแม่นางจะไปจากที่นี่เมื่อใดหรือ”
“ท่านไปเมื่อใด พวกข้าก็ไปเมื่อนั้น” แม่นางหว่านเจียงกล่าว เส้นผมเงางามพลันปลิวไสวไปกับสายลม
“พวกข้าถามทางมาแล้ว จะขึ้นเหนือไปเหยาโจวโดยใช้เส้นทางบนบกก็ยังพอเป็นไปได้ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดใช้เส้นทางนั้นมาหลายปีแล้วที่ เกรงว่าจะไม่มีทางให้เดิน จึงใช้ได้เพียงเส้นทางน้ำ” สาวใช้เสริม “เช่นนั้นแล้ว พวกข้าคงต้องกลับไปที่ท่าน้ำเพื่อขึ้นเรือไปเหยาโจว คงต้องร่วมทางกับท่านอีกสักระยะ”
“เช่นนั้นเอง”
“หากท่านไม่เชื่อก็ลองไปถามเองเถิด”
“เมื่อครู่ข้าถามทหารมาแล้ว เป็นดั่งที่แม่นางกล่าว” ซ่งโหยวตอบ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว คนเรากว่าจะได้ลงเรือลำเดียวกันก็ต้องสั่งสมบุญวาสนากันมาเป็นร้อยปี กว่าจะได้นอนเคียงหมอนกันก็ยิ่งใช้เวลาเป็นพันปี พวกข้ากับท่านคงมีวาสนาร่วมกันมาสักสามร