้อยปีกระมัง” สาวใช้หัวเราะคิกคัก “เสียดายที่ยังไม่เคยนอนเคียงหมอนกัน”
“เสียมารยาท”
แม่นางหว่านเจียงปรามก่อนจะหันกลับมายังซ่งโหยว นางยังคงสีหน้าอันอ่อนโยนไว้ได้ดังเดิม
“เหตุใดท่านถึงกลับจากภูเขาเยี่ยซานเร็วเช่นนี้ ได้พบสิ่งที่กำลังตามหาหรือไม่”
“ข้าคิดว่าท่านจะอยู่ที่นั่นนานกว่านี้เสียอีก” สาวใช้ว่าเสริม
“รอต่อไปก็ไร้ประโยชน์” ซ่งโหยวลอกเลียนคำพูดของพวกนางเมื่อครู่บ้าง “ต่อให้หาต่ออีกหลายวันหรือหลายเดือนก็หาไม่เจอหรอก”
“มีเหตุผล” แม่นางจิ้งจอกพยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดราวกับกำลังเลียนแบบอีกฝ่าย ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นธรรมชาติของนางเอง ว่าแล้วก็ถามเขาต่อ
“แล้วท่านคิดจะออกเดินทางเมื่อใด”
“พรุ่งนี้ข้าจะพักผ่อนสักหนึ่งวัน มะรืนนี้ค่อยออกเดินทาง”
“ค่อยกลับไปอีกครั้งก็ได้” ซ่งโหยวตอบเสียงเรียบ
“ท่านนักพรตคิดจะท่องแดนใต้โดยจะไปเยือนเหยาโจวด้วยเส้นทางเดิม ซึ่งต้องผ่านเฟิงโจวอีกครั้ง แล้วเดินเลียบชายฝั่งทางตะวันออกไปจนสุดผืนแผ่นดิน จากนั้นก็วกกลับขึ้นมาทางเหนือ เป็นเช่นนี้หรือไม่” สาวใช้กล่าวต่อ “เส้นทางนี้ไม่ผ่านเฟิงโจว หากจะกลับไปที่นั่น ก็คงกินเวลาสักสามสี่ปีกระมัง”
“หนึ่งปีก็เพียงพอแล้ว” ซ่งโหยวกล่าว
“หนึ่งปีหรือ เช่นนั้นท่านก็ต้องเดินทางย้อนกลับ”
“ปราณภูตผีแผ่ซ่านออกมาจากเมืองผีบนเขาเยี่ยซาน ย่อมส่งผลร้ายต่อแดนปุถุชน ค่ายกลที่ข้าร่ายไว้จะผนึกมันไว้ได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น ข้าจึง