นีหายไป เจ้าคิดดูสิ จะไม่ให้ข้าโมโหได้หรือ! ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราขึ้นไปแดนเหนืออยู่นานหลายเดือน แต่ดันกลับมือเปล่า จะไปอธิบายกับเบื้องบนอย่างไรดี”
“จะโทษใครได้เล่า ผีสองตนนั้นมีสูงส่ง เราจะจับพวกมันได้อย่างไร ต่อให้พวกมันสลัดเกราะกับอาวุธทิ้ง เราก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี”
“นั่นเพราะพวกเจ้าเผลอเผยพิรุธให้เห็นแน่!”
“พูดจาเหลวไหล!”
“พอได้แล้ว อย่าเถียงกันเลย คิดเถิดว่าจะรายงานอย่างไรดี จะได้พูดตรงกัน…”
“มีคนอยู่ตรงนั้น!”
ครั้นเห็นคนบนเนิน ยมทูตตนหนึ่งก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
แสงจันทราดาราสะท้อนให้เห็นร่างชายในชุดนักพรต
พวกผีย่อมมองเห็นตอนกลางคืนชัดกว่ากลางวัน
“นักพรตนี่นา!”
“นั่นใครกัน”
เหล่ายมทูตต่างเผยท่าทีระแวดระวัง
“ท่านทั้งหลายอย่าได้ตกใจไป ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว มาจากอี้โจว มิได้มีเจตนาร้าย” ซ่งโหยวกล่าวจากบนเนิน “ข้าเป็นสหายเก่าของราชครู ตั้งใจจะไปเยือนเขาเยี่ยซาน แต่ทางจากจือจวิ้นนั้นหายากยิ่งนัก จึงหลงทางเสียได้ อยากถามทางจากท่านทั้งหลายหน่อย”
“เจ้าจะไปเขาเยี่ยซาน”
“เจ้าว่าเป็นสหายของราชครู”
“เราจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร”
“ช้าก่อน… ข้าขอถามอีกที ท่านแซ่อะไรนะ”
“แซ่ซ่ง นามโหยว”
ทันทีที่เขาตอบไป พวกผีก็พากันนิ่งเงียบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผีตนแรกที่เห็นเขาก็พูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “ท่าน… ใช่ท่านซ่งผู้ปราบอสูรแดนเหนือใช่หรือไม่”
“ข้าเคยเดินทางไปแดนเหนือ ปราบอสูรอยู่หลายตน”
เหล่ายมทูตหันไปมองหน้ากัน ก่