อนจะก้มมองแมวสามสีที่นั่งอยู่ข้างเท้าของซ่งโหยว แล้วรีบก้มศีรษะคารวะพร้อมกัน
“คารวะท่านเซียน!”
“คารวะท่านผู้ทรงธรรม!”
“คารวะท่านผู้สูงส่ง……”
ถ้อยคำต่างกัน แต่ทุกเสียงประสานเป็นหนึ่งเดียว
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก…” ซ่งโหยวเอ่ยปรามเบาๆ “ที่แท้พวกท่านก็เคยได้ยินชื่อข้าหรือ”
“พวกข้าน้อยเพิ่งกลับมาจากแคว้นเหยียนโจวทางตอนเหนือ ที่นั่นได้ยินเหล่าผีปีศาจพูดถึงวีรกรรมของท่านอยู่บ่อยครั้ง” ผีตนหนึ่งตอบอย่างนอบน้อม
“เหยียนโจวรึ”
“ถูกต้องขอรับ”
“เมื่อครู่ได้ยินพวกเจ้าพูดถึงผีแม่ทัพสองตนที่จับมาจากทางเหนือหรือ”
“ไม่ปิดบังท่าน ใช่แล้ว เป็นผีแม่ทัพผี ตนหนึ่งแซ่เฟิง อีกตนแซ่ชาง พวกเราพบพวกเขาขณะที่เดินเร่ร่อนอยู่ แต่ถ้าให้กล่าวตามตรงคงเรียกว่าจับไม่ได้หรอก เพราะพวกเขามีฝีมือสูงกว่าพวกเรามาก แม้ปลดอาวุธเสียก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ เราเห็นว่าทั้งสองไม่ใช่ผีว่านอนสอนง่าย เกรงจะก่อเหตุ จึงแสร้งหลอกว่าพาพวกเขาไปเป็นขุนนางในเมืองผี หวังจะล่อไปได้ แต่ไม่คิดเลยว่า พอถึงที่นี่กลับเกิดคลุ้มคลั่งหนีไปเสียก่อน”
“อย่างนั้นรึ……”
ซ่งโหยวหัวเราะในลำคอ
แม่ทัพเฟิงต้าเอ่อร์และแม่ทัพชาง เขาเคยเกือบได้พบพวกนั้นที่เหยียนโจว เพียงแต่คลาดกันไป ตอนนี้ผ่านมาเกือบสองปี เดินทางไกลนับพันลี้จนมาถึงเฟิงโจว ยังได้ยินชื่อพวกเขาอีก ถือว่าเกือบได้เจอแล้วกระมัง
นับว่าเป็นวาสนาจริงๆ
แม่ทัพผีสองตนนั้นระแวดระวังโดยสันดาน มิใช่เรื่องแปลกที่พอจับ