หุบเขายามวิกาลช่างเงียบสงัด
มีเพียงเสียงน้ำกระเพื่อมและเสียงจิบแว่วมาเนืองๆ
จ๋อม…
แผล่บ แผล่บ…
แม่นางจิ้งจอกยังคงนั่งอยู่บนกิ่งหลิวเหนือผืนน้ำ แกว่งเรียวขาขาวราวหยกเล่นจนน้ำกระเซ็นเป็นหยาดระยับยิ่งกว่าภาพจันทร์สะท้อนในน้ำเป็นไหนๆ บางครานางก็เอนกายลงตักน้ำขึ้นมาจากทะเลสาบ ปล่อยให้หยาดน้ำเย็นเฉียบไหลรินผ่านมือช้าๆ ทั้งหมดนั้นดูเหมือนพฤติกรรมของสัตว์ป่านัก หากแต่ท่วงท่ากลับอ่อนช้อยเกินมนุษย์ คล้ายตั้งใจทำเช่นนั้น
แต่นักพรตก็ยังคงหลับตานั่งสมาธิ
แมวสามสีก็นอนหมอบก้มหน้าลงจิบในชามอยู่ตรงหน้า ไม่นานนักนางก็เงยหน้าขึ้น หลับตาพริ้มอยู่ชั่วครู่ อาการเหมือนมัวเมาหลงใหลในรสชาติ แล้วจึงก้มลงจิบอีก
นางเหลือบตามองนักพรต มองปีศาจจิ้งจอก ก่อนจะกวาดสายตามองหาหางของนาง
ลมภูเขาพัดพาเอาไอเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิมาด้วย
ร่างอุ่นๆ เมื่อครู่กลับกลายเป็นเย็นวาบจนสั่นสะท้าน เจ้าแมวก้มหน้าดื่มต่อ แต่กลับก้าวพลาดไป เกือบจะล้ม ถึงจะทรงตัวไว้ได้ ทว่าปลายนิ้วเท้ากลับไปชนเข้ากับชามเล็กใบนั้น
เป็นชามเหล้าข้าวหมักนั่นเอง
ข่าวดีคือชามวางอยู่บนพื้นจึงไม่เป็นอะไร
ข่าวร้ายคือชามนั้นวางอยู่ใกล้พรมขนแกะที่นางและนักพรตใช้ปูนอนพอดี เหล้าข้าวหมักจึงซึมเข้าไปในขนแกะ
“!”
แมวสามสีชะงักไปพร้อมกับเบิกตาโพลง
นางมองพรมขนแกะแล้วหันมามองชามที่คว่ำอยู่ ในใจพลันคิดว่าเกิดเรื่องแล้ว จึงเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาบ้าง นางใช้อุ้งเท้าพลิกชามกลับ ต