ู่จึงพูดคุยกันอย่างถูกคอ อีกทั้งเมื่อคืนซ่งโหยวเองก็ยังได้ลิ้มรสเหล้าข้าวหมักของพวกนาง จะทำหูทวนลมไปตลอดก็คงไม่เหมาะนัก ตลอดทางจึงมีแต่เสียงพูดคุยของสองนายบ่าวและเจ้าแมวดังแว่วเรื่อยไป
จะเงียบลงก็ต่อเมื่อสวนทางกับผู้คนเท่านั้น
เดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ ผ่านภูเขาแม่น้ำนับหลายแห่ง แวะพักตามวัดวาอารามไปเรื่อยๆ
สาวใช้คล้ายจะละทิ้งตัวตนเดิมไปแล้ว ส่วนแม่นางหว่านเจียงก็ค่อยๆ เผย ‘ธาตุแท้’ ออกมาให้เห็น เป็นภาพที่เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงในนครฉางจิงไม่เคยได้เห็นและคงไม่อาจจินตนาการได้เลย
หลายวันต่อมา ทั้งคณะก็เดินทางเข้าสู่เขตแคว้นเฟิงโจวแล้ว
ที่นั่นแม้ไม่มั่งคั่งเท่าอั๋งโจว แต่ก็ยังดีกว่าดินแดนทางตอนเหนือซึ่งเพิ่งผ่านศึกสงครามมาไม่นาน ที่นี่มีตัวเมืองใหญ่ ผู้คนหนาแน่น ช่างครึกครื้นและอบอวลไปด้วยความรุ่งเรือง เพียงแต่บรรยากาศกลับอึมครึมไปด้วยปราณหยิน จะว่าเป็นเพราะแผนการสำคัญของราชครูที่ค่อยๆ อัดปราณหยินเข้ามาทั่วแคว้น หรือเพราะเดิมทีผืนแผ่นดินนี้ก็อุดมไปด้วยแรงอาถรรพ์อยู่แล้ว จึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่ปฏิบัติการ
อีกทั้งเพราะดวงวิญญาณจากทั่วสารทิศล้วนถูกกวาดต้อนมายังที่นี่ ซ่งโหยวจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณจางๆ ในอากาศ
คืนแรกที่มาเยือนเฟิงโจว เขาเลือกพักแรมกลางป่าเขา
คืนนั้นพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับขบวนผีสางท่องราตรี
จุดที่พวกเขาหยุดพักอยู่นั้นเป็นจุดอับสายตา อยู่ห่างจากถนนหลวงไม่ไกลนัก ด้านหน้