บ้างเท่านั้น แม่นางหว่านเจียงจะรู้เรื่องของจอมยุทธ์หญิงอู๋บ้างก็ไม่แปลก และจอมยุทธ์หญิงอู๋เองก็คงรู้เรื่องของแม่นางหว่านเจียงไม่น้อยเช่นกัน
“ท่านนักพรตวางใจเถิด” แม่นางหว่านเจียงกล่าวเสียงอ่อน “ข้าเป็นปีศาจ หาใช่มนุษย์ไม่ บัดนี้หลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวบนโลกปุถุชนอีกต่อไป เรื่องนี้ข้าย่อมไม่แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ บนโลกนี้คงเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความจริงนี้”
“ออกเดินทางต่อกันเถิด” ซ่งโหยวเอ่ยเตือน
สาวใช้หัวเราะ
“ท่านนักพรตกำลังบอกว่าพวกข้าพูดมากหรือ”
“เพียงเท่านี้ก็ว่ามากแล้วหรือ ท่านนักพรตคงยังไม่รู้หรอก ว่าพวกจิ้งจอกนั้นเป็นพวกช่างเจรจาเพียงใด…”
ซ่งโหยวไม่ได้ตอบ เขาเพียงยกสัมภาระขึ้นวางบนหลังม้า ลูบแผงคอแผ่วเบาราวปลอบโยน แล้วจึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมไม้เท้าไผ่คู่ใจ ม้ากับแมวก็เดินตามมาติดๆ เพียงแต่เจ้าแมวสามสีนั้นยังหันกลับไปมองสองนายบ่าวอยู่เนืองๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หญิงสาวสบตากัน ก่อนที่แม่นางหว่านเจียงจะส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วก้าวขึ้นรถม้าไป ส่วนสาวใช้ก็หัวเราะร่าพลางกระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะหน้ารถ แล้วสะบัดแส้เบาๆ
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เมื่อรถม้าไล่ตามซ่งโหยวทัน สาวใช้ก็ยังเอาแต่พูดไม่หยุด หากซ่งโหยวไม่ตอบ นางก็จะหันไปพูดกับแม่นางสามสีแทน โชคดีที่แม่นางสามสีเป็นแมวที่รู้มารยาท อีกทั้งสาวใช้ผู้นี้ก็ดูเหมือนจะรู้วิธีสื่อสารกับนาง ทั้งค