ถามเอง” ซ่งโหยวยิ้ม “บัดนี้เป็นคราวฤกษ์งามยามดี เส้นทางก็ตรงกัน อีกทั้งยังบังเอิญพบกันเช่นนี้ ได้ร่วมทางกันย่อมถือเป็นเรื่องดี เพียงแต่พวกข้ามักออกพเนจรตามใจชอบ เส้นทางไม่แน่นอน อีกทั้งยังมักจะพักแรมกลางแจ้งอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าสองแม่นางจะรับได้หรือไม่”
“ท่านก็เข้าใจพวกข้าผิดไป หว่านเจียงหาได้คิดเล็กคิดน้อย คราอยู่ในฉางจิงก็แค่สวมบทบาทเท่านั้น”
“อย่าลืมสิ พวกข้าเป็นพวกจิ้งจอก แต่เดิมก็อาศัยในป่า อาศัยผืนดินเป็นฟูกนอน ท้องนภาเป็นผ้าห่ม แค่เอนกายนอนใต้ร่มเงากันฝนก็หลับสบายแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวเองไม่รู้ว่าพวกนางคิดสิ่งใด ทว่าสิ่งที่อยู่ในสายตาตน ย่อมดีกว่าสิ่งที่มองไม่เห็น
“พวกท่านจะพักก่อนไหม”
“นั่งในรถม้าก็ถือว่าได้พักแล้ว”
“ท่านไม่ต้องสนใจพวกข้า เดินไปตามทางของท่านเถิด พวกข้าจะคอยตามหลัง หาได้คิดจะรบกวนกัน เพียงหวังให้ต่างฝ่ายต่างเดินทางอย่างสบายใจ”
“เช่นนั้นก็ดีเลย”
ซ่งโหยวจึงเริ่มออกเดินทาง
โดยมีเด็กน้อยและม้าเดินตามหลัง
ทั้งหมู่คณะเดินกันไม่เร็วไม่ช้า รถม้าของแม่นางหว่านเจียงแล่นตามมาด้วยความเร็วเท่ากับเดินเท้า ตัวรถโยกคลอนไปมา ล้อไม้กระทบแกนจนเกิดเสียงตลอดเวลา นางนั่งอยู่หลังผ้าม่าน ย่อมมองไม่เห็นอิริยาบถ มีเพียงสาวใช้ที่นั่งข้างสารถี คอยส่งเสียงพูดคุยยิ้มแย้มกับพวกเขา
“แม่นางสามสีอยากขึ้นรถม้าไหม”
“อยากขึ้นอีกหรือไม่”
“แม่นางสามสีเดินเองได้!”
“เดินเองจะเหนื่อยเอาน้า…”
“พวก