ก็นึกว่าท่านรู้แล้วเสียอีก ที่แท้ยังมิรู้นี่เอง”
“แม่นางทั้งสองชำนาญการซ่อนตัวถึงเพียงนั้น ข้าจะล่วงรู้ได้อย่างไร”
“ท่านพูดเล่นแล้ว ตั้งแต่พวกข้าสำเร็จวิชาเร้นกาย ก็มีเพียงท่านเท่านั้นที่มองทะลุได้ตั้งแต่ครั้งแรกเห็น”
“ข้านึกว่าเป็นปัญญาชนสักคนในฉางจิง” ซ่งโหยวตอบตามตรง
“ท่านเอานายหญิงของข้าไปปะปนกับเหล่าบุรุษไว้หนวดเคราในฉางจิงได้อย่างไร” สาวใช้ทำทีเจ็บใจ ก่อนยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ “แต่ก็ดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่สตรี”
“…”
ซ่งโหยวถึงกับพูดไม่ออก “ที่คุยกับข้าอยู่ตอนนี้ เป็นหางหรือร่างจริงของแม่นางกันแน่”
“จะแตกต่างอันใดหรือ”
“…”
แม่นางสามสีกินน้ำตาลจนหมด ไม้ไผ่ถูกเลียจนสะอาด ไม่เหลือรสหวานเลยสักนิด ระหว่างเดินก็ก้มมองไม้อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ตัดใจได้ นางยืดแขนขึ้นสูงแล้วโยนไม้ทิ้งไปยังพุ่มหญ้าข้างทาง จากนั้นก็ก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แปลงร่างกลับเป็นแมว แล้วกระโจนปราดไปข้างหน้า แต่วิ่งไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดรอพวกเขา
นางกวาดสายตามองผ่านสารถีอยู่เนืองๆ
“ท่านนักพรตอยากฟังพิณหรือไม่”
“ตามอัธยาศัยเถิด”
“ท่านนักพรตอยากดื่มหรือไม่”
“ข้ามิได้ชอบดื่ม ยามเดินทางยิ่งไม่ดื่ม”
“แล้วแม่นางสามสีเล่า”
“อื้ม! แม่นางสามสีก็ไม่ดื่ม!”
“ถ้าเป็นเหล้าข้าวหมักล่ะ”
“เหล้าข้าวหมัก!”
นกนางแอ่นบินเฉียดเหนือศีรษะไปเกาะบนต้นไม้ด้านหน้า เริ่มสางขนอย่างเกียจคร้านพลางจ้องมองกลุ่มคนเบื้องล่าง
จนเมื่อพวกเขาเดินผ่านหน้