าไป เจ้านกก็ยังไม่รีบร้อน เพียงเฝ้ามองพวกเขาเดินลับสายตาไป แล้วจึงกางปีกบินตามไปอีกที
ทันใดนั้นก็มีเสียงพิณแว่วมาจากในรถม้า
เพียงแต่คราวก่อนฟ้ามัวหม่นด้วยหมอกฝน ครานี้ท้องฟ้าแจ่มใส หนทางปลอดโปร่ง เสียงพิณคลอตามหลังมา กลายเป็นความสบายใจอย่างหนึ่ง
ไม่ทันไร เวลาก็ผ่านเลยไปถึงยามบ่ายแล้ว
“คุณชาย”
นางแอ่นบินมาเกาะกิ่งไม้ตรงหน้า “ข้างหน้าเป็นเขตอำเภอตงเหอแล้ว”
คราวนี้เดินทางเร็วกว่าคราวก่อนมาก
เพราะว่าถนนหนทางแห้งเหือด
“ไม่รู้ว่าอารามชิงเซียวอยู่ส่วนใดของอำเภอตงเหอ”
“อารามชิงเซียวถือว่าโด่งดังในอำเภอตงเหอนักขอรับ” นกนางแอ่นคุ้นชื่ออารามนี้ตั้งแต่อยู่ฉางจิง เขาเว้นไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ห่างออกไปราวห้าถึงหกลี้มีร้านน้ำชา หากคุณชายอยากไปเยือนอารามชิงเซียวล่ะก็ ข้าจะแปลงร่างไปถามให้”
“รบกวนเจ้าแล้ว”
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
นางแอ่นสยายปีกบินจากปลายกิ่งสู่ฟากฟ้า
โผบินแล่นไปตามสายลมดุจก้อนหินกระทบผิวน้ำ เพียงพริบตาเดียวก็บินห่างออกไปหนึ่งลี้แล้ว
ซ่งโหยวหันกลับไปมองรถม้า เห็นว่าสาวใช้กำลังเอียงศีรษะยิ้มให้เขา
“ข้าก็จะไปอารามชิงเซียวเช่นกัน”
“เช่นนั้นพวกข้าคงได้กินอาหารในอารามกับท่านแล้ว”
“หากไม่ขัดใจแม่นางทั้งสองก็ดี”
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าให้ท่านทำตัวตามสบาย หากพวกข้าไม่อยากพักในอาราม ก็ไปหาแหล่งอื่นได้ หากท่านเดินทางช้ากว่า พวกข้าย่อมไปรอท่าน แต่หากท่านถึงเร็วกว่าแล้วพวกข้าอยากหยุดชมทิวทัศน์ ก็จะ