บทที่ 358 ดอกเหมยแห่งฉางจิงผลิบาน
……………
บัดนี้หนึ่งในสิบสิ่งล้ำเลิศแห่งฉางจิงที่เคยงามล้ำสุดพรรณนาได้สูญสลายไปแล้ว
หอเซียนกระเรียนซึ่งแต่เดิมเคยครึกครื้น คลาคล่ำไปด้วยขุนนางผู้สูงศักดิ์และแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย กลับถูกปิดประตูแน่นหนา หลังจากงานศพของแม่นางหว่านเจียงผ่านพ้นไป
ที่นี่เป็นจุดเชื่อมระหว่างเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตก มักมีปัญญาชน ขุนนาง และผู้ดีทั้งหลายผ่านมาเสมอ หากเป็นแขกประจำก็มักหยุดยืนมองบานประตูซึ่งถูกปิดตาย หวนระลึกถึงคืนวันที่เคยนั่งดื่มสุราฟังเสียงพิณ ณ ที่แห่งนี้ ระลึกถึงท่วงทำนองดุจองค์เทพลงมาบรรเลง และนางผู้เป็นดั่งเซียนสังคีต ผู้มีรูปโฉมเลิศเลอเหนือปุถุชน คิดแล้วก็อดถอนใจมิได้
บางครั้งเพื่อนบ้านละแวกนั้นก็พากันเล่าลือกันว่าคล้ายได้ยินเสียงบรรเลงพิณแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากในหอ ท่วงทำนองไพเราะเพราะพริ้งดังเดิม ทว่าจะได้ยินก็ต่อเมื่อตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น
หากเผลอตั้งใจฟังเมื่อใด เสียงนั้นก็จะเลือนหายไป
หากมีคนเล่าเพียงคนเดียวคงไม่ใช่เรื่องประหลาดนัก ทว่ากลับมีหลายปากที่พูดตรงกัน ย่อมสร้างความหวาดผวาให้คนบางกลุ่มได้ ราวกับว่าเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล แต่ขณะเดียวกัน ปัญญาชนทั้งหลายต่างเบิกบานใจ เพราะเห็นว่าแม่นางหว่านเจียงมิได้จากไปไหน แต่ยังคงเฝ้าหอเซียนกระเรียนแห่งนี้ต่อไป หากไม่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรี เกรงว่าพวกเขาคงปีนกำแพงเข้าไปค้างแรมในห้องนางเสียด้วยซ้ำ
สาว