ใช้ข้างกายและลูกจ้างที่คอยผู้ติดตามนางมาโดยตลอดก็ล้วนหายตัวไป ชนิดที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าไปอยู่หนใดกันแน่
ไม่นานหิมะขาวก็เริ่มโปรยปรายทั่วนครฉางจิง
ครั้งนี้มิใช่สายฝนปนเกล็ดหิมะดั่งในวันวาน หากเป็นหิมะขาวโพลนฟูฟ่องดั่งขนห่าน
หิมะตกหนักจนท้องนภาหม่นมัว ผู้คนบนถนนล้วนเอาแต่กุมมือแน่น รีบเร่งเดินฝ่าลมหนาวไป บ้างก็หาที่กำบังตามแนวกำแพง เข้ามาขดตัวด้วยกันเป็นกลุ่มเพื่อบรรเทาความหนาว
บนหอสูงริมถนนใกล้หอเซียนกระเรียนนั้น ยังคงมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ริมระเบียง คอยจับราวทอดมองผู้คนเบื้องล่าง บัดนี้หิมะขาวโปรยปราย ม่านผ้าแพรขาวสะบัดพลิ้วไหว ทว่าผู้คนเบื้องล่างกลับมองไม่เห็นนาง
เสียงฝีเท้าแว่วมาจากด้านหลัง
“ปีนี้คงมีคนต้องหนาวตายไม่น้อยเลย” น้ำเสียงอันนุ่มนวลและสงบนิ่งเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา แต่ถึงกระนั้นเจ้าของเสียงก็มิได้หันกลับไป
“เจ้าอยู่ในฉางจิงนานเกินไปแล้ว ซ้ำยังขยันพูดคุยกับมนุษย์ จนแทบจะหลงคิดไปว่าตนเป็นมนุษย์เสียแล้ว” เป็นเสียงของสาวใช้ “พวกเราไม่ใช่มนุษย์ คนจะหนาวตายแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรากัน ไม่ได้ตายเพราะพวกเราก็พอแล้วนี่”
“ทุกปีมีจิ้งจอกตายอยู่กลางป่ามากกว่ามนุษย์เสียอีก” สาวใช้หัวเราะ “พวกเราไม่สนใจจิ้งจอกพวกนั้น เช่นเดียวกับที่ฮ่องเต้และขุนนางในฉางจิง รวมถึงทวยเทพบนวิมานสวรรค์ไม่สนชะตาชีวิตผู้คน บางทีพวกเขาอาจรู้สึกยินดีที่มีคนตายมากขึ้นเสียอีก คนยิ่งมาก แผ่นดินก็ยิ่งแคบลง หากไม่