ใช่เพราะเยี่ยนเซียน บัดนี้คงเผชิญมหันตภัยไปนานแล้ว หากคนหนาวตายกันเยอะ ก็พาพวกเขาไปส่งที่เมืองผีในเฟิงโจวได้นี่นา”
“อีอี…”
“ข้าซานซาน”
“ซานซานหรือ…”
“จนตอนนี้เจ้ายังแยกหางของตนเองไม่ออกอีกหรือ” สาวใช้บ่นอุบอิบ
“ก็ข้ามีหลายหาง”
หญิงสาวผู้นั้นยังคงน้ำเสียงเรียบเฉยไร้แววเขินอายไว้ได้
หางทั้งแปดมีรูปลักษณ์เหมือนกันหมด ยามแผ่ออกจะแยกออกได้อย่างไรว่าหางใดมาก่อนหลัง หางใดอยู่ซ้ายหรือขวา ต่อให้หลุดออกจากร่างก็จำไม่ได้ว่าหางใดเป็นอย่างไร แม้สัตว์บางชนิดจะมีหางเดียว ก็ยังแยกของตนไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
นางกำลังจะพูดต่อ แต่แล้วสายลมก็พัดพากลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก ดูเหมือนจะลอยมาจากเรือนข้างเคียง นางจึงหันไปมอง
ผ่านไปสิบปีแล้ว ต้นเหมยในสวนยังคงผลิดอกไม่งอกใบ ยามเหมันต์กิ่งก้านกลายเป็นสีดำทมิฬราวเป็นซากไม้ตาย แต่ระหว่างกิ่งกลับมีจุดขาวราวหิมะแทรกอยู่
มิใช่เหมยเหลือง มิใช่เหมยแดง หากเป็นดอกไม้สีขาวกลีบสีเขียว มองจากไกลๆ แล้วดูขาวยิ่งกว่าหิมะ หากไม่เพ่งดูดีๆ คงเข้าใจว่าเป็นหิมะที่จับอยู่ตามกิ่ง ทว่าจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หิมะที่ไหนจะหอมหวนถึงเพียงนี้
“ดอกเหมยบานแล้ว…”
“เพิ่งบานสินะ”
“นักพรตจากอารามฝูหลงกลับมาแล้วหรือ”
“ข้าจะไปรู้หรือ” สาวใช้ตอบ “ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปไหน”
“ไปตามหาเซียนงูที่เขาเป่ยชิน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเดา”
“หากไปหาเซียนงู ย่อมต้องกล่าวถึงเมืองผีแห่งแคว้นเฟิงโจวของราชครู