เจ้าไม่กลัวหรือ” สาวใช้เอ่ยถามทั้งรอยยิ้ม
“มีสิ่งใดต้องหวั่นเกรง ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามชะตา” นางทอดสายตามองดอกเหมยท่ามกลางลมหนาว “หากได้พบ ก็ถือเป็นวาสนา หากมิได้พบ ก็ถือว่าได้ผูกชะตากับอารามฝูหลง”
“เจ้ามองได้กว้างนัก”
“ข้าจะทำอะไรได้”
“ทายาทแห่งอารามฝูหลงลงจากเขา ราชครูก็เตรียมตัวมาหลายปี ถึงแม้จะเป็นผู้สืบทอดแห่งอารามฝูหลง ก็ใช่ว่าจะทำลายทุกสิ่งได้ด้วยตัวคนเดียว”
“เจ้ากำลังบอกว่าเขากลับมาแล้วหรือ”
“หากไปเขาเป่ยชินจริง นับวันดูแล้ว ตอนนี้เขาคงกลับมาแล้วล่ะ จะให้ข้าไปดูหรือไม่”
สาวใช้กล่าวจบก็หมุนตัวรอบหนึ่ง พลันกลายร่างเป็นจิ้งจอกขนขาวนัยน์ตาสีแดงก่ำกำลังใช้ขาหลังเกาขนอย่างสบายใจ
“ไม่ได้พบกันนานตั้งครึ่งเดือน พวกเราควรไปเยี่ยมเขาสักครั้ง” นางกล่าว “ดอกเหมยบานแล้ว เจ้าไปเด็ดมาให้ข้าสักกิ่งเถิด”
“เจ้าคิดจะไปสืบข่าวใช่ไหม”
“อย่าเดาส่งเดช”
“จะไม่ให้ข้าไปดูลาดเลาก่อนหรือ”
“ข้าย่อมไปด้วยตนเอง”
“เจ้านี่เรียนรู้เร็วจริงๆ…”
สาวใช้หัวเราะหยอกเย้า
ไม่นาน หญิงสาวผู้ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบางก็เดินออกจากประตูด้านข้างพร้อมกับกิ่งเหมยขาวในมือ โดยมีจิ้งจอกตัวน้อยคอยเดินตาม ชมท้องนภายามหยาดเหมันต์ร่วงโรย ตลอดทางไปเยือนเมืองฝั่งตะวันตก
นางยังคงแต่งกายเหมือนเดิม แม้ใช้ผ้าแพรขาวปกปิดใบหน้า แต่กลิ่นอายของนางนั้นสูงส่งเหนือปุถุชน ผู้ใดได้พบเห็นล้วนต้องเหลียวมอง หากเป็นผู้คุ้นเคย มองเพียงปราดเดียวก็รู้