ิษย์จะขอเตรียมของสักครู่”
“ท่านไม่ต้องรีบร้อน”
ซ่งโหยวยิ้ม “พวกข้าไม่รีบลงเขาหรอก ท่านค่อยๆ เตรียมก็ได้ ครั้นไปถึงกระท่อมริมทะเลสาบก็ให้ศิษย์ทั้งสองคัดลอกคัมภีร์ครึ่งแรกไว้อีกสองชุดเพื่อความปลอดภัย ชุดแรกให้เซียนงูเก็บรักษาไว้ ส่วนอีกชุดข้าจะเก็บไว้เอง ดูเสียว่าเทพองค์ใดคิดจะกระทำการอุกอาจต่อหน้าข้า”
“คัดลอกอย่างเร็วก็ใช้เวลาตั้งสิบกว่าวัน…”
“ไม่เป็นไร ข้าจะได้พักชมทิวทัศน์บนภูเขาหิมะ นั่งเรือออกไปตกปลาตามเซียนงู หรือไม่ก็ไปดื่มชาสนทนากับเซียนงูถึงเรื่องอดีตของอารามข้า” ซ่งโหยวยิ้ม
“ขอบคุณท่านมาก!”
หมอเทวดาไช่ค้อมกายลง
ไม่นาน ศิษย์ทั้งสองก็ยกอาหารมา
เป็นข้าวต้มหนึ่งหม้อ ไข่ทอดหนึ่งจาน และดอกเหอเถา[1]คลุกซีอิ๊วอีกหนึ่งถาด แม้รสชาติจะจืดชืดแต่กลับกลมกล่อมนัก
ศิษย์ทั้งสองกินไปได้ไม่กี่คำก็รีบไปเตรียมของ ซ่งโหยวจึงแจ้งพวกเขาว่าตนพาม้ามาด้วย คราวนี้ต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมเกินหนึ่งปี ขอให้เตรียมเครื่องเขียน อาหารแห้ง ของจำเป็นให้พอใช้ตลอดฤดูหนาวเป็นอย่างน้อย หากขาดเหลือสิ่งใด ก็ค่อยลงไปซื้อตอนหิมะละลายแล้ว
พวกออกเดินทางตอนบ่าย และไปถึงกระท่อมก่อนพลบค่ำ
บัดนี้เซียนงูไม่อยู่ที่กระท่อม
ซ่งโหยวช่วยจัดสถานที่ ซ่อมหลังคาที่ชำรุด ทั้งยังเข้าไปหาไม้จากในป่ามาประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้สำหรับเขียนและคัดลอกคัมภีร์
จากนั้นก็คอยเฝ้ารออยู่ที่นั่น จนกว่าศิษย์ทั้งสองจะคัดลอกคัมภีร์ครึ่งแรกเสร็จ
หมอเทวดาไช่ไม่