อันใดขึ้น แต่กลับเห็นม้าทรุดตัวนอนราบกับพื้น
เพียงอึดใจเดียวแม่นางสามสีก็มาอยู่บนหลังม้าแล้ว ระหว่างเดินก็เล่าเรื่องที่เพิ่งสนทนากับเซียนงูในกระท่อมให้นักพรตฟัง
ช่วงกลางวัน
ซ่งโหยวเคาะประตูเรือนของหมอเทวดาไช่ ครั้นเห็นสายตาของศิษย์ทั้งสามจับจ้องมาที่ตน ก็เริ่มเอ่ยปากทันที “ข้าบอกเซียนงูแล้ว เขาชื่นชมในคุณธรรมของท่าน และเห็นว่าคัมภีร์แพทย์นั้นเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้คนทั่วใต้หล้า จึงตอบรับ หากท่านประสงค์จะเขียนมันให้จบ เขายินดีก็ให้ท่านไปอาศัยอยู่ในกระท่อมที่เขามักออกไปตกปลา และจะคุ้มครองความปลอดภัยให้ท่านเอง”
“เช่นนั้นก็แปลว่า……”
หมอเทวดาไช่เบิกตากว้าง ดูท่าแล้วเซียนงูก็คิดว่าการหายไปของคัมภีร์ครั้งก่อน น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหล่าเทพจริง
“ตราบใดที่ท่านตั้งใจจะลงมือเขียนให้จบ ก็ไปได้โดยไม่ต้องกังวลอันใด ที่นั่นย่อมปลอดภัย” เขาเว้นไปครู่หนึ่ง “เพียงแต่ว่า…”
“กล่าวมาเถิด”
“เซียนงูบอกว่าตัวเขานั้นมีชาติกำเนิดเป็นงู แต่ในตำรับยามีการใช้ส่วนต่างๆ ของงูเป็นวัตถุดิบปรุงยาอยู่บ้าง เช่น หนังงูและไข่งู ล้วนใช้ได้ทั้งสิ้น แต่หากต้องการดีงู ก็ต้องฆ่างูตัวนั้นทิ้งเสีย ซ้ำแล้วดีงูยังมีพิษ เขาหวังว่ายามที่ท่านเขียนถึงการใช้ดีงูจะระมัดระวังเป็นพิเศษ” ซ่งโหยวมองไปทางหมอเทวดาไช่ “ท่านคิดว่าอย่างไร”
“เช่นนั้นก็ดี”
“ใกล้เที่ยงแล้ว ข้าทำอาหารเสร็จพอดี คุณชายกินก่อนค่อยออกเดินทางต่อเถิด ข้ากับศ