ย่อมนำมาถกได้”
“เจ้ากล้ายิ่งกว่าบรรพจารย์ของเจ้าเสียอีก”
“อาจเป็นเช่นนั้น”
ซ่งโหยวคลี่ยิ้มเบาบาง
เพียงแต่เขาคิดว่าเหตุเพราะตนมีอีกหนึ่งมุมมอง จึงอาจมองเห็น ‘สวรรค์’ ชัดกว่าเหล่าบรรพาจารย์เล็กน้อย
การจุดธูปส่งแรงศรัทธา คือผลพวงแห่งความเปลี่ยนแปลงจากกลียุคครั้นบรรพกาล การบูชาและความศรัทธาส่งเสริมให้ผู้หนึ่งได้บรรลุเป็นเทพ คือวิถีทางที่โลกนี้วิวัฒน์ขึ้นมา บ้างก็ว่า กฎเกณฑ์ทั้งปวงล้วนถูกสวรรค์กำหนดไว้ บัดนี้ซ่งโหยวกลับกล่าวว่าวิถีทางนั้นมีปัญหา เซียนงูได้ฟังเช่นนั้นกลับมองว่าคล้ายเป็นการกล่าวโทษสรวงสวรรค์ มนุษย์ธรรมดาชี้นิ้วด่าทอเบื้องบนยังต้องกลัวฟ้าลงทัณฑ์ แล้วอารามฝูหลงซึ่งเป็นดั่งลูกรักแห่งสวรรค์เล่า จะไม่ยิ่งต้องระวังหรือ
แต่ในสายตาซ่งโหยวนั้น สวรรค์ทั้งไร้เมตตา ไม่รู้จักรักโลภโกรธหลง วิถีแห่งสวรรค์ไม่ใช่แนวคิดที่ดำรงอยู่อย่างปราศจากคู่แข่ง ไม่ต่อต้านสรรพชีวิต หากแต่เป็นโครงสร้างหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเจตจำนงของสรรพชีพนับไม่ถ้วน รวบรวมเอาความมืดมนจากทั่วทั้งฟ้าดินมาไว้ในแนวคิดเดียว รวมถึงความคิดของเซียนงูและมวลมนุษย์ทั้งปวง
มนุษย์ด่าทอสาปแช่ง สวรรค์ย่อมไม่พิโรธ ไม่รู้สึกสะเทือนเพราะถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค อาจไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่า ‘สะเทือนใจ’ เลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า นั่นคือการคาดเดาของซ่งโหยว
แท้จริงแล้ว การคาดเดาล้วนเป็นเรื่องของปุถุชนทั้งสิ้น
ผู้ที่เผชิญหน้ากับสวรรค์จริงๆ นั้น เกรงว่า