้เองก็คงอิ่มหนำแล้วเหมือนกัน และก็ไม่ได้สนใจบทสนทนาของนายหญิงกับนักพรตนัก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม
“แม่นางสามสีเบื่อหรือ ข้าเล่นเป็นเพื่อนเจ้าดีไหม”
“แม่นางสามสีมีหางของตัวเอง” เด็กหญิงตอบสั้นๆ
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”
เด็กหญิงยังคงนั่งพิงนักพรต นางเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก็คล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ หรืออาจจะไม่คิดอะไรเลย บางครั้งนางก็หันไปสบตากับสาวใช้
เจ้าแมวน้อยคล้ายตกอยู่ในภวังค์ประหลาด
ฟิ้ว…
ลมหนาวพัดผ่าน ม่านขาวพลิ้วไหว
ม่านที่พลิ้วไปมานั้นดึงดูดสายตานางเข้าอย่างจัง
เด็กหญิงหันขวับไปทันที ก่อนจะหมุนตัว เพียงพริบตาเดียวก็กลายร่างเป็นแมว นางวิ่งพล่านไปทั่วบนชั้นสอง นางยืนสองขาคอยตะปบผ้าม่าน วิ่งไปวิ่งมาจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา บางครั้งหยุดมองความว่างเปล่า แล้วกระโจนไปอีกทาง หรือไม่ก็ข่วนเสาอย่างบ้าคลั่ง
บางทีก็ไล่กัดหางตนเอง หมุนเป็นวงกลมอยู่บนพื้น หรือไม่ก็นอนแทะหางแล้ววิ่งไปที่ระเบียง ไต่ไปตามราวอย่างสบายใจ
เล่นอยู่สักพักก็กลับมาหานักพรตอีก นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชามเล็กสองใบ ปลายลิ้นลิ้มรสแกงเนื้อแกะสลับกับเหล้าข้าว จากนั้นนางก็วิ่งวนต่อไปด้วยความเบิกบานใจ
ส่วนนักพรตก็ยังคงตั้งใจฟังห