บทที่ 349 จิ้งจอกห่มหนังกระต่าย
……………
แม่นางสามสีหันไปมองนักพรตอีกครั้งด้วยสีหน้าอันเต็มไปด้วยความสงสัย
ทว่านักพรตกลับมองไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
เดิมทีหน้าหอเซียนกระเรียนแม้ยามฝนตกก็มักจะมีผู้คนมาชุมนุมไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นผู้รักในเสียงพิณ หรือผู้ชื่นชอบความครึกครื้น ทว่าหลังจากองค์หญิงฉางผิงสิ้นอำนาจ แม่นางหว่านเจียงก็แทบไม่ลงมาบรรเลงพิณที่หอเซียนกระเรียนอีก ผู้ที่มาชุมนุมหวังจะได้ฟังพิณ หรือคิดจะอาศัยหอสูงแห่งนี้เป็นที่ผูกไมตรีกับผู้มากอำนาจก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย
น้อยลง แต่ใช่ว่าจะไม่มีเลย
ซ่งโหยวพลันเห็นร่างหนึ่งที่ดูคุ้นตาอยู่บ้าง
เป็นชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีคราม เทียบกับในห้วงความทรงจำแล้ว แม้คนตรงหน้าจะมีร่องรอยแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้นบ้าง แต่ก็ยังคงพอมองออกว่าเป็นผู้ใด
ครั้นซ่งโหยวมาเยือนหอเซียนกระเรียนเป็นครั้งแรก และได้พบกับปีศาจตนนั้นที่ชั้นสอง นอกจากเขาจะมาด้วยใจชื่นชมเลื่อมใสแล้ว ยังมาเพราะรับปากผู้อื่นไว้ด้วย ทว่ายามที่นั่งดื่มสุราอยู่ชั้นล่าง กลับมีชายผู้หนึ่งเข้ามาชวนสนทนา เป็นเพราะชายผู้นี้เอง ซ่งโหยวจึงได้รู้วิธีขึ้นไปนั่งชั้นสอง และเพื่อเป็นการตอบแทน เขาจึงเลี้ยงสุราอีกฝ่ายหนึ่ง ชายผู้นั้นก็ตอบแทนด้วยการเฝ้าร่มให้ซ่งโหยวเช่นกัน
เป็นบัณฑิตพเนจรที่เอาแต่เที่ยวอ้างนู่นอ้างนี่เพื่อขอสุราและแย่งที่นั่งผู้อื่น
รักเสียงพิณยิ่งกว่าชีวิต แต่ตัวเขานั้นแทบไม่มีเงินซื้อสุราเลย ย่อมสู่ราคาสิ