้ว” อวี๋เจียนไป๋เอ่ยจบก็ประสานมือคารวะให้ซ่งโหยวอยู่กับที่ “ยังต้องขอบคุณแม่ทัพเฉิน หากไม่ใช่เพราะไม่กี่วันก่อน ข้าได้สนทนากับแม่ทัพเฉินในวังหลวงเนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาแล้วพูดถึงท่าน ข้าคงยังไม่รู้ว่าท่านกลับฉางจิงมาแล้ว คงไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าใดกว่าจะได้กล่าวคำขอบคุณ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างจนใจ “ในเมื่อเป็นสหายเก่าก็ดื่มชาพูดคุยกันตามประสาเถิด เรื่องพิธีรีตองไร้แก่นสารเหล่านี้วางไว้ก่อนย่อมดีกว่า”
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง” อวี๋เจียนไป๋เอ่ย “แม้ห่างหายกันไปหลายปี แต่พวกข้ามักได้ยินเรื่องราวของท่านอยู่เสมอ โดยเฉพาะตั้งแต่ถูกเรียกตัวกลับมายังฉางจิง บางทีหากผู้อื่นอาจจะไม่รู้ ทว่าพวกข้าเพียงได้ฟังเรื่องเล่าผ่านหู ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเกี่ยวข้องกับท่านแน่ ตำนานปรัมปราที่ข้าได้ฟังมาทั้งชีวิตล้วนไม่อาจเทียบเรื่องราวของท่านแต่ละเรื่องได้เลย”
ในเวลานี้จิตใจของเขา แตกฉานกว่าเมื่อหกปีก่อนลิบลับ
“ข้าไม่เคยหลอกท่านอวี๋เสียหน่อย” ซ่งโหยวส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่เซียนเทพจริงๆ ย่อมไม่รู้วิถีสู่ความเป็นอมตะ เมื่อคราวนั้นท่านถามถึงวิธียืดอายุขัยให้ยืนยาวดั่งฟ้าดิน คงอยู่เคียงข้างวตะวันจันทรา ข้าก็เคยกล่าวไปแล้วว่า ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“ฮ่าๆ…”
อวี๋เจียนไป๋หัวเราะเบาๆ หาได้ใส่ใจเรื่องนั้นอีกต่อไป
คนเรารู้แจ้งเมื่อใด ย่อมเปลี่ยนไปเมื่อนั้น
แล้วทั้งสามก็สนทนาถึงพระราชพิ