ใช่เรื่องดีนัก” ฮ่องเต้เว้นช่วงไป ก่อนจะตรัสต่อ “แต่เมื่อมองตามความจริง บรรดาบรรพกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร มักมีร่างกายอ่อนแอ ทว่าเจ้ารองกลับแข็งแรงกำยำ เยี่ยงบุรุษนักรบ ส่วนเจ้าสามแม้ไม่ถึงกับป่วยไข้เรื้อรัง แต่ก็กำยำสู้พี่รองไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ขณะนี้เจ้ารองมีทายาทแล้ว เจ้าสามแม้มีพระชายามานาน ทว่ากลับยังไร้วี่แววสืบสายเลือด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ที่เรียกคลาดเคลื่อนไปหนึ่งลำดับ ก็เพราะองค์ชายใหญ่ที่แท้จริงสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ครั้นเยาว์วัยนั่นเอง
ซ่งโหยวได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ “ฝ่าบาททรงยกให้กระหม่อมเป็นปรมาจารย์อ่านชะตาฟ้าดินเสียแล้ว”
“ข้ากลัดกลุ้มอยู่ตลอด บางครั้งถึงกับอยากปล่อยให้เป็นไปตามวาสนา ปล่อยให้พวกเขาแย่งชิงกันเอง” ฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้น ทำเอาอัครมหาเสนาบดีกับเหล่านักนอบน้อมต่างพากันหน้าถอดสี แต่ถึงกระนั้นฮ่องเต้ก็ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงอันละมุน “ในเมื่ออย่างไรก็ต้องเลือก ข้าจึงอยากฟังความเห็นของท่านสักหน่อย ข้าคิดว่าท่านอาจมองเห็นมุมที่ข้าและเสนาบดีทั้งหลายมองไม่เห็น”
“กระหม่อมมิอาจหยั่งรู้ดวงชะตา ไม่อาจรู้ได้ว่าองค์ชายพระองค์ใดเหมาะกับราษฎรยิ่งกว่ากัน ยิ่งไม่รู้ว่าจะทรงมีพระชนมายุยืนยาวเพียงเท่าใด จะทรงมีโอรสธิดาหรือไม่ กระหม่อมย่อมไม่อาจคาดเดา อีกทั้งกระหม่อมไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ถึงจะมีเคล็ดวิชาเล็กน้อย ทว่าในเมื่อแม้แต่บรรพจารย์ฝูหยางและบรรพจารย์เทียนซ่วนยังไม่อาจแก้โรค