หรือว่ามีสิ่งใดทำให้ท่านไม่พอใจ”
“ข้าแค่เหนื่อยล้าเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าก็ขอไม่รั้งท่านไว้” ฮ่องเต้เสด็จขึ้นยืน ทรงมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนตรัสว่า “อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเจ็ดสิบสองปีของข้าแล้ว ข้าเตรียมจัดงานเลี้ยงใหญ่แก่ขุนนางทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะสละเวลามาร่วมงานได้หรือไม่…”
“กระหม่อมเป็นนักพรต ย่อมรักความสงบมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปจากฉางจิงครั้งนี้ ท่านจะเดินทางไปที่ใดอีก”
“ยังไม่รู้ชัด”
“ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีท่านจะกลับมาอีก”
“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น”
“คุณชายพอมองหรือไม่ ว่าข้ายังมีอายุขัยเหลือเท่าใด”
“ตามที่กระหม่อมเห็น หากฝ่าบาททรงดูแลพระวรกายให้ดี งดสุรา อย่าโหมพระราชกรณียกิจ ก็พออยู่ได้อีกสักหนึ่งถึงสามพรรษาพ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีได้ยินแล้วถึงกับอึ้งไป
ในความทรงจำของเขา เรื่องเช่นนี้ต่อให้เป็นราชครูเอง หากฮ่องเต้เอ่ยถาม ก็ยังไม่กล้าตอบอย่างตรงไปตรงมานัก ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะตอบออกไปโดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้หาได้ทรงพิโรธไม่ มีเพียงความเสียดายปรากฏบนพระพักตร์
“เช่นนั้นครั้งหน้าหากได้พบกันอีก เกรงว่าข้าคงสิ้นชีพไปแล้ว หลงเหลือแต่เพียงดวงวิญญาณกระมัง”
“…”
ซ่งโหยวมองพระองค์อย่างไร้อารมณ์
จู่ๆ ความรู้สึกหนึ่งพลันผุดขึ้นมา หากพบกันอีกครั้ง ฮ่องเต้ผู้นี้คงสิ้นพระชนม์และกลายเป็นวิญญาณแล้ว
เวลานั้นฮ่องเต้จะเป็นเช่นไร
หลังจากนิ่งไปเนิ่นนาน นักพรตจึงเอ่ยขึ้น