ผู้สูง มีเบามีหนัก’ เมื่อเทียบกับใต้หล้าแล้ว ชีวิตหัวหน้าหน่วยเพียงคนเดียวนั้น…หาใช่เรื่องใหญ่อันใด ยิ่งกว่านั้นราชสำนักยังได้จัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติ ทั้งยังดูแลครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี ภายใต้สถานการณ์จำเป็น เช่นนี้ย่อมถือเป็นการชดเชยแล้ว”
“ข้าเข้าใจดี…”
ซ่งโหยวฟังแล้ว ย่อมเข้าใจความหมายโดยไม่ยาก
พูดอย่างไม่อ้อมค้อมก็คือ ‘ชีวิตคนเราล้วนมีค่าไม่เท่ากัน’
แต่สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวก็มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย ในยุคสมัยนี้ฮ่องเต้คือผู้กำหนดความเป็นตายให้สรรพชีวิตนับหมื่นแสน ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง ถึงจะไม่มีพลังดุจทวยเทพ ไม่มีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ แต่ไม่แน่ว่าพระองค์อาจจะดูเหมือนเทพยิ่งกว่าเทพจริงๆ เสียอีก
หากเลือกฮ่องเต้ผิดคน อาจมีคนตายมากกว่านี้ไม่รู้เท่าไร ดังนั้นสำหรับเสนาบดีและฮ่องเต้แล้ว การตายของหัวหน้าหน่วยอู่เต๋อก็หาใช่เรื่องสำคัญอันใด
ต่างยุคสมัยย่อมมีค่านิยมและแนวคิดที่แตกต่าง ซ่งโหยวจึงไม่วิจารณ์ ไม่โต้แย้งถูกผิด เพียงแต่ก่อนลงจากเขา นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ชอบโลกใบนี้นัก ครั้นได้มาฟังด้วยตนเอง แม้มิได้รู้สึกโกรธ แต่หลังจากนั้นก็คล้ายจะจับใจความจากคำพูดของเสนาบดีไม่ได้อีก
“เย็นมากแล้ว กระหม่อมเองก็เริ่มเหนื่อยล้า เช่นนั้นก็ทูลลาฝ่าบาทแต่เพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านจะไปแล้วหรือ”
“ฝ่าบาททรงเตรียมการแสดงร้องรำยามราตรีให้ท่านชม เป็นคณะระบำจากพรมตะวันตกเชียวนะ”
“ขอไม่ชมดีกว่า”
“