เขากลับขึ้นแดนเหนือ แต่ข้ามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ถึงหายนะในอนาคต”
“บ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ เหตุใดคนอย่างเฉินจื่ออี้ต้องคิดกบฏ หากราชสำนักไม่บีบให้เขาจนตรอกเสียก่อน” ซ่งโหยวกล่าวตอบ “ที่ฝ่าบาททรงมีพระปรีชาญาณเช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง หากองค์รัชทายาทผู้สืบราชสมบัติต่อไปยังคงสืบทอดพระราชวิสัยนี้ไว้ได้ จนเกิดเป็นความไว้วางใจระหว่างองค์จักรพรรดิและขุนนางแม่ทัพ ย่อมเป็นคุณมหาศาลต่อแผ่นดิน”
“จะฝากทุกอย่างไว้กับความเชื่อใจกันอย่างนั้นหรือ”
“ฝ่าบาททรงมีพระทัยกว้างขวาง แม่ทัพเฉินก็หาใช่ผู้หมกมุ่นใฝ่หาอำนาจลาภยศไม่” ซ่งโหยวกล่าว “ไม่กี่วันก่อน แม่ทัพเฉินเพิ่งมาหากระหม่อมอีกครั้ง กล่าวว่าศึกทางเหนือสงบแล้ว เขาควบคุมกองทัพทั้งห้าหัวเมืองไว้ผู้เดียว นับว่าผิดธรรมเนียมยิ่งนัก เขาประสงค์จะคืนอำนาจการควบคุมกองทัพสามหัวเมือง คิดว่าอีกไม่กี่วัน คงจะมาทูลฝ่าบาทด้วยพระองค์เอง”
“ควบคุมกองทัพห้าหัวเมืองไว้คนเดียว ก็หนักเกินไปจริงๆ ให้เขาลดภาระบ้างก็ดี” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์
“ความรุ่งเรืองยากถือกำเนิด หวังเพียงจะคงอยู่ยืนนาน”
“ท่านช่างห่วงใยแผ่นดินเสียเหลือเกิน”
“ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจรในป่าเขา ขอเพียงใต้หล้านี้สถิตอยู่ในพระทัยของฝ่าบาทก็พอแล้ว” ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ “เพียงก่อนหน้านี้ยามเดินทางผ่านแดนเหนือ พบเห็นผู้คนล้มตายจำนวนมาก ซากศพของเหยื่อจากภัยสงครามกระจัดกระจายไปทั่ว แม้แต่ที่เย่ว์โ