จันทราสุกสกาวจนมองเห็นสีสันของต้นไม้ใบหญ้ารอบด้าน ทางดินท่ามกลางหุบเขายามดึกสงัดไร้ซึ่งตึกรามสูงใหญ่ ปราศจากแสงสีนีออน มีเพียงแสงจันทร์เบื้องบนที่คอยมอบแสงสว่างให้โลกใบนี้ ร่างเงาทั้งสองเคลื่อนไปตามทางนั้น ไม่ทันไรไก่ตัวนั้นก็มาอยู่ในมือนักพรตเสียแล้ว ส่วนเด็กน้อยก็กลายร่างเป็นแมวน้อย คอยวิ่งเหยาะๆ อยู่เคียงข้างนักพรตบนถนนหลวง ดอกอ้อขาวทั้งสองข้างทางบานสะพรั่ง ราวกับกำลังก้าวสู่แดนฝัน
แต่ถึงกระนั้นแมวสามสีก็ยังอดถามขึ้นไม่ได้ “นักพรตเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าเดินมา”
“แล้วทำไมเจ้าต้องตามแม่นางสามสีมาด้วย”
“แม่นางสามสีก็รู้ ข้าชอบชมเรื่องสนุกสนาน ครานี้แม่นางสามสีออกปราบปีศาจเป็นครั้งแรก ต่อสู้กับผีดิบตนนั้นอย่างดุเดือด ย่อมวิเศษวิโสนัก จึงอดใจตามมาดูให้เห็นกับตาไม่ได้”
“นักพรตห้ามโกหกนะ!”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“แล้วได้ดูหรือไม่”
“ก็พอมองเห็นอยู่บ้าง ทว่าคงไม่ใกล้เท่ากับห้าคนนั้นหรอก คิดว่าพวกเขาคงได้ดูจนจุใจไม่น้อยทีเดียว” ซ่งโหยวกล่าว
“พอมองเห็นอยู่บ้าง!”
“ก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!”
“เปิดหูเปิดตา!”
“ใช่ เปิดหูเปิดตา นับเป็นบุญตายิ่งนัก!”
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่เข้าไปดูให้ใกล้กว่านั้นเล่า”
“ก็เพราะแม่นางสามสีนั่นแล”
“แม่นางสามสี?”
แมวน้อยเดินกระดิกหู แม้นางจะก้มศีรษะลง แต่ก็มิวายจะแหงนมองเขาด้วยความสงสัยจับใจ
แมวสามสีตาแข็งขึ้นมาทันใด
นึกไม่ถึงเลยว่านักพรตจะจับได้!
นางรีบเบือนหน้าหนี ไ