อกมาช่วยข้า!”
ทันใดนั้นก็มีลำแสงสองสายพุ่งจากหลังคาไปยังกองหินไม่ไกลนัก
หินกองนั้นเริ่มกลิ้งเข้ามารวมกัน เพียงชั่วพริบตา หินนับสิบก้อนก็รวมตัวกันกลายเป็นยักษ์หินสองตน รูปร่างใหญ่โต แขนขากำยำ สูงกว่าอมนุษย์นั่นเล็กน้อย
“เทพแห่งขุนเขา…”
มู่อวิ๋นจื่อที่หลบอยู่ในกระท่อมถึงกับตะลึง
จากความรู้ที่มีอยู่ เขาแทบจะหลงนึกไปว่ายักษ์ที่นางอัญเชิญมาคือเทพแห่งขุนเขาจริงๆ เขาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกสติคืนมาได้และนึกออกว่าตนเคยเห็นชื่อวิชา ‘ขุนพลหิน’ จากในตำรา
ทว่าก็แค่รู้ชื่อและคำอธิบายเท่านั้น ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน แต่ถึงกระนั้นเพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาอึ้งมากแล้ว
เขาพอเดาออกว่าธงอัญเชิญหมาป่าและเสือนั้นเป็นวิชามาร แต่วิชาขุนพลหินนั้นไม่ใช่ เป็นวิชาทางธรรมโดยแท้ ทั้งยังเป็นอาคมชั้นสูงและเก่าแก่ในลัทธิเต๋า
เขาได้แต่ครุ่นคิดทั้งที่ยังตะลึง
ผู้ใดบนเขาหยินหยางกันที่สั่งสอนแม่นางน้อยให้เก่งกาจถึงเพียงนี้
คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
แต่เขาไม่มีเวลาให้คิดอีกต่อไปแล้ว เพราะการต่อสู้กำลังดำเนินอยู่
เมื่อยักษ์หินทั้งสองประกอบร่างสมบูรณ์แล้ว เด็กหญิงบนหลังคาก็ชี้นิ้วสั่งการทันที
ยักษ์หินก้าวลงบนพื้นดังโครมคราม สะบัดแขนขาใหญ่โตไปมา พุ่งตรงเข้าใส่ปีศาจอย่างไม่ลังเล
ปีศาจพ่นของเหลวสีดำออกมาอีกครั้ง
ละอองของเหลวสาดกระเซ็นใส่ยักษ์หิน ควันดำลอยสูง กลิ่นเหม็นเหมือนศพเน่าคละคลุ้งไปทั่ว แต่ยักษ์หินกลับไม่หยุด ยังคงเด