หากเทียบกับเด็กในราชวงศ์ ยังไม่แน่ว่าจะดูแลดีเท่านี้ ชำเลืองมองดีๆ การวางกิริยาและท่าทางก็ไม่เหมือนเด็กธรรมดา ซ้ำแล้วยังเป็นคนที่ทางการเชิญมาด้วย ไหนจะที่บอกว่าอาจารย์ของนางเป็นผู้ปราบผีสาวหอโคมเขียวบนภูเขาดอกท้อ ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกได้ว่านางไม่ใช่เด็กธรรมดา
เพียงแต่เขาเองก็ไม่กล้าประมาทหรือเหยียดยาม แต่คงไม่ถึงขั้นชื่นชม การฝึกฝนวิชาอาคมต้องใช้เวลาเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าคงพอมีความสามารถอยู่บ้าง อาจชำนาญบางด้าน ถึงกล้าออกมาปราบปีศาจด้วยตนเอง แต่คงไม่ได้เก่งกาจมากเท่าไร
มู่อวิ๋นจื่อเหลียวซ้ายขวา ดูเหมือนอยากสอดส่องว่า ‘อาจารย์’ ของนางอยู่ใกล้ๆ หรือไม่
“ข้าเคยได้ยินชื่อภูเขาชิงเฉิงในอี้โจว แต่ไม่ยักจะรู้ว่ามีภูเขาหยินหยางด้วย…”
“ข้าเคยไปภูเขาชิงเฉิงมาแล้ว”
“โอ้”
“ก็ไม่เห็นจะเก่งนักนี่!”
“…”
มู่อวิ๋นจื่อส่ายหัวทั้งรอยยิ้ม ใช่ว่าเขาจะไม่เชื่อ เด็กน้อยมักพูดจาเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ เขาจึงยิงถามต่อ “แล้วอาจารย์ของสหายบำเพ็ญน้อยมีฉายาว่าอะไรหรือ”
“อาจารย์?” แม่นางสามสีชะงัก แต่เพราะความเฉลียวฉลาด นางจึงเข้าใจว่าเขาหมายถึงซ่งโหยว หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบออกไป “นักพรตไม่มีฉายาอะไรนั่นหรอก”
“ยังไม่ได้ตั้งหรือ”
“ยังไม่ได้ตั้ง”
“ไม่ทราบว่าเขามาที่นี่ด้วยหรือไม่”
“เขาอยู่ที่บ้านน่ะ”
“อา…”
มู่อวิ๋นจื่ออดเผยสีหน้าผิดหวังออกมาไม่ได้
“อา…”
เด็กหญิงจ้องเขา
มู่อวิ๋นจื่อถึงตระหนักว่าเด็กหญิงกำลังเลียนแ