่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ทราบยุคสมัย ใบหน้าแฝงแววโหดเหี้ยมอำมหิต ผิวกายเป็นสีเขียว ฟันแหลมคม เปรอะคราบเลือด ผมเผ้าเป็นสีขาว ครึ่งร่างอยู่ในสภาพเน่าเปื่อย ครั้นเห็นชายผู้นั้น ก็ไล่ตามพร้อมกับส่งเสียงคำรามน่าสะพรึงกลัว
ค่ำคืนมืดมิดวังเวงนัก
ในที่สุดชายคนนั้นก็คิดแผน ปีนขึ้นต้นไม้ โชคดีที่ปีศาจตนนั้นปีนต้นไม้ไม่เป็น ปัจจุบันก็ดูจะไม่ได้ฉลาดขึ้นเลย ได้แต่เดินวนรอบต้นไม้ ส่งเสียงคำรามต่ำน่าสยดสยอง ปล่อยให้น้ำลายไหลฟูมปาก แต่ทำอย่างไรก็แตะต้องชายบนต้นไม้ไม่ได้
ชายคนนั้นเกาะต้นไม้ไว้ตลอดทั้งคืน กระทั่งรุ่งสางเสียงไก่ขันแว่วมาปีศาจจึงจากไป
จนชาวบ้านมาพบชายผู้นั้นในสภาพสติไม่สมประกอบ รอบต้นไม้มีรอยเลือดเขรอะ ส่งกลิ่นเหม็นเน่า
เหมือนเรื่องผีที่ผู้เฒ่าเล่าให้เด็กฟังไม่มีผิด
แม่นางสามสีฟังจบก็พยายามวิเคราะห์เหมือนนักพรตของตน ว่าปีศาจตัวนี้กลัวอะไร และต้องใช้วิธีใดถึงจะปราบมันได้ง่ายที่สุด แต่เพียงเริ่มคิดก็พบว่าความรู้ของตนไม่มากพอ จึงนิ่งเฉยและปล่อยผ่านไป
โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ทั้งสองเริ่มเตรียมตัว
มู่อวิ๋นจื่อเลือกบ้านที่สังเกตเห็นง่ายและหนีสะดวก ตั้งแท่นบวงสรวง วางธูป ของบูชา และยันต์ไว้ครบถ้วน
แม่นางสามสีเดินรอบหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าค้นหาอะไรกันแน่ นางไม่ยอมเอ่ยปากถามใคร เอาแต่ครุ่นคิดหาคำตอบเอง จนไปเจอก้อนหินใหญ่ จึงคิดจะยกหินก้อนนั้นเข้ามาในหมู่บ้าน ขุนนางและชาวบ้านเห็นดังนั้นก็เข้าไปช่ว