ด้ ทว่าเวลานี้แม้เมืองหลวงดูสงบ แต่คลื่นลับยังไม่หายไปจากเหตุการณ์ปีก่อน อีกทั้งยังมีคลื่นใต้น้ำใหม่เกิดขึ้น จึงไม่มีผู้ใดส่งทหารไปจัดการ”
“หมู่บ้านและทางการจึงช่วยกันรวบรวมเงินทอง จ้างผู้คนไปกำจัด บ้างก็มีพวกนักเลงหัวไม้รับงาน คิดจะหาค่าตอบแทนสร้างชื่อที่นครหลวง แต่กลับสู้ไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นผีดิบหนังเหนียวดาบกระบี่ฟันแทงไม่เข้า เคยเชิญหมอผีพื้นบ้านมา ก็ทำได้เพียงประวิงเวลา มิใช่แก้ที่ต้นเหตุ สหายในหน่วยอู่เต๋อของข้าพูดให้ฟัง ข้าจึงคิดขึ้นมาได้ นึกถึงพวกเจ้า …นึกถึงแม่นางสามสี”
นางหันไปมองเด็กหญิงตรงหน้า
“ว่าอย่างไรบ้างเล่า”
“ว่าอย่างไรบ้าง!”
“แม่นางสามสีจะรับหรือไม่”
“แม่นางสามสีรับ!”
“ช่างกล้าหาญนัก!”
“แม่นางสามสีมีทั้งหมาป่า มีทั้งพยัคฆ์ ยังมีเทพเจ้าภูเขาคุ้มครอง อีกทั้งยังพ่นไฟได้ ไฟนั้นเผาผลาญสิ่งอัปมงคลได้ดีที่สุด” เด็กหญิงเอ่ยเสียงขึงขัง “แม่นางสามสีเคยปราบผีดิบมาหลายครั้งแล้ว”
“แม่นางสามสีทรงพลังและมีฤทธิ์เดชสูงส่ง…”
“…”
เด็กหญิงตัวเล็กแม้ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด แต่ในใจพยายามขบคิดอย่างหนัก ว่าเมื่อสามปีก่อนนักพรตเคยพูดว่าอย่างไรบ้าง ตอนนี้ตนควรเอ่ยคำใดออกมา
“แล้วแม่นางสามสีจะไปที่นั่นอย่างไร”
“พรุ่งนี้ ทางการจะส่งคนมารับเจ้าไป”
“เข้าใจแล้ว!”
เด็กหญิงจึงถอนสายตากลับมา แล้วก้มหน้าก้มตาแนบกับโต๊ะ ตั้งใจเช็ดโต๊ะต่อไปอย่างเคร่งครัด
……………