”
แม่นางสามสีเหลือบมองนาง แล้วหันมองนักพรตอีกที เมื่อเห็นว่าพวกเขาหยุดสนทนากันแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นตรงๆ
“ผู้ใดกันที่มาขอให้แม่นางสามสีไปขับไล่ภูตผี”
“อ้อ…เกือบลืมไปแล้วสิ” จอมยุทธ์หญิงตบหน้าผาก แล้วนั่งลง เล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างถี่ถ้วน“เป็นหมู่บ้านดอกท้อ นอกนครหลวง ครั้งก่อนที่ข้ากับท่านนักพรตไปปราบปีศาจในหอโคมเขียวนั่นแหละ บนภูเขาดอกท้อที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านดอกท้อ ที่นั่นดูเหมือนทำเลฟ้าดินไม่ดีนัก เมื่อสองปีก่อนกลับเกิดเรื่องขึ้น มีผีดิบอาละวาด”
“ผีดิบ”แม่นางสามสีจ้องนางแน่นิ่ง
“ใช่ ผีดิบ” จอมยุทธ์หญิงกล่าว “ได้ยินว่าตอนแรกมันยังไม่ร้ายแรงนัก แค่ขโมยไก่ขโมยหมู กินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ชาวบ้านเคยแจ้งทางการ ทางการก็ส่งคนไป แต่กลางคืนไม่มีใครกล้าออกหา กลางวันมันกลับซ่อนตัวในป่าช้า พวกมือปราบจึงหาไม่เจอ …ต่อมามีขบวนยมทูตผ่านมา มันกลับกลืนกินทั้งยมทูตและดวงวิญญาณที่ถูกคุมตัวไป หลังจากนั้นมันก็สำแดงฤทธิ์ และเริ่มกินคนแล้ว ปรากฏตัวเฉพาะกลางคืน ครานี้แม้เห็นคนก็ไม่หลบ แถมเคยกัดมือปราบตายไปสองคน”
“ดูท่าทางคงร้ายกาจมากทีเดียว!”
“ใช่แล้ว…”
จอมยุทธ์หญิงอู๋กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง มิได้แสดงการดูแคลนแม่นางสามสีแม้แต่น้อย เล่าข่าวสารที่ได้มาอย่างละเอียดรอบคอบ
“โดยปกติ เมื่อนครหลวงปรากฏสิ่งชั่วร้ายเช่นนี้ ควรจะต้องส่งทหารไปกำจัด หากเป็นทัพหลวง ต่อให้ภูตผีดิบแข็งแกร่งเพียงใด มีหรือจะทนทานศาสตราวุธไ