“ท่านนักพรตเกรงว่าพวกเราอยู่พำนักในนครฉางจิงต่อเพราะยังมีแผนการอื่นกระนั้นหรือ” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยถามอย่างจนใจ
“ข้ามองท่านนักพรตเป็นดั่งสหายเก่า แม้ท่านห่างหายไปนานถึงสามปี แต่นายหญิงของข้ายังเอ่ยถึงท่านอยู่เสมอ ไม่นึกเลยว่าท่านจะระแวงเราถึงเพียงนี้ น่าเศร้านัก…” สาวใช้เอ่ยเสียงสะอื้น
“พูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ”
“ข้าไม่ได้โกหกนี่นา”
“ดูท่าพวกท่านจะรื่นรมย์ไม่น้อยเลย…”
ซ่งโหยวนั่งเคี่ยวชาช้าๆ อยู่ข้างเตาไฟ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าพวกท่านทำเช่นนี้เฉพาะต่อหน้าผู้อื่น หรือแม้ยามอยู่กันเพียงสองก็เป็นเช่นนี้ด้วย”
“ก็เพราะจนใจทั้งนั้น”
สาวใช้ยิ้มบาง “โลกกว้างใหญ่ไพศาล แต่ผู้ที่เป็นพวกเดียวกันกลับมีน้อยนัก แม้โลกมนุษย์จะรุ่งเรืองเพียงใด สัตว์อสูรแม้จะเลียนแบบมนุษย์ได้คล้ายคลึง แต่สุดท้ายก็มิใช่มนุษย์ ความคิดย่อมแตกต่างกัน มนุษย์ย่อมไม่อาจเข้าใจพวกข้าได้โดยง่าย คนที่ยอมรับความต่างระหว่างมนุษย์กับปีศาจได้นั้น เว้นเสียแต่ท่านนักพรต เกรงว่าคงมีไม่กี่คน เช่นนั้นพวกเราจึงทำได้เพียงสนทนาและขบขันกับตนเองเท่านั้น”
ซ่งโหยวรินชาลงถ้วยเล็กๆ สามใบ “เชิญทั้งสองดื่มชา”
สาวใช้เห็นดังนั้นก็ปลดผ้าคลุมขนจิ้งจอกออก มองหาที่แขวน ครั้นเห็นตะขอไม้อยู่ผนังด้านหนึ่งก็นำไปแขวนไว้ แล้วเดินมานั่งข้างนายหญิง ยื่นมือออกไปผิงไฟครู่หนึ่ง ก่อนรับถ้วยชามา พลันหลับตาพริ้มราวกับความอบอุ่นจากเตาและถ้วยชานั้นคือความส