่าส่วนใหญ่ล้วนจืดชืดไร้รส สิบปีที่ฉางจิงนี้ จึงนับว่าเป็นสิบปีที่พิเศษนัก พวกข้าเองก็ไม่อยากตัดขาดจากช่วงเวลาอันยุ่งเหยิงและวิเศษนี้ไปสักเท่าไรหรอก”
“สมกับที่เป็นนายหญิง พูดจาน่าฟังเสียจริง!”
“อยู่ต่อหน้าท่านนักพรต อย่าได้พูดจาเหลวไหล”
“เจ้าค่ะ…”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” นักพรตพยักหน้า เขายอมรับว่าที่พวกนางพูดนั้นมีเหตุผล หาได้ซักไซ้เรื่องที่ทั้งสองผลัดกันพูดราวกับกำลังแสดงละครและไม่คิดจะเปิดโปงใดๆ เพียงถามต่อ
“แล้วแม่นางทั้งสองยังคงเล่นพิณรินสุราอยู่ที่หอเซียนกระเรียนหรือไม่”
“อยากเล่นก็เล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เล่น แต่ก่อนพวกข้าก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าหลายปีมานี้กลับไม่ได้ทำตามอำเภอใจเลยสักครั้ง พอได้กลับไปทำก็รู้สึกดีจริงๆ” สาวใช้กล่าวทั้งรอยยิ้ม
“แต่หากท่านนักพรตไปหาพวกข้าแล้วอยากฟังเพลงพิณแล้วไซร้ นายหญิงย่อมเต็มใจบรรเลงให้บรรเลงทั้งวันทั้งคืนก็ยังได้”
“คราแรกพบกันที่ฉางจิง เหมือนได้พบสหายเก่า วันนี้ได้เจอกันอีกครา หากท่านนักพรตไปที่นั่น แล้วประสงค์จะฟังเพลงพิณ หว่านเจียงย่อมเต็มใจยิ่งนัก”
“ทั้งสองท่านอยู่ร่วมกันตลอดมาเช่นนี้เลยหรือ”
“อย่างไรหรือ”
“ไม่มีอะไร…” นักพรตเพียงส่ายหน้า มองไปทางแม่นางสามสีที่ยังทำท่าอ่านหนังสืออย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนจะถามพวกนางต่อ
“แล้วคิดจะไปจากที่นี่เมื่อใดเล่า”
“ปีหน้ากระมัง”
“ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า”
“แล้วจะไปที่ใด”
“คงไปที่เมืองหยางตู แคว้นหยางโจว ที่นั่นร