แสงแดดส่องเข้ามาจากหน้าประตู สาดลงบนพื้นจนเกิดเป็นลวดลาย ฝุ่นละอองล่องลอยอยู่กลางอากาศ
ในห้องมีโต๊ะไม้หนึ่งตัว นักพรตและเด็กหญิงนั่งตรงข้ามกัน ต่างคนต่างอ่านหนังสือของตนเอง
“เรือนฝั่งอุดรจุดไฟ เรือนประจิมสว่างไสว”
“แม่นางน้อยในเรือนร้อยเรียงเส้นด้าย”
“เสียงจักรเย็บผ้าแว่วมาเป็นระยะ”
“ถักทอผืนแพรไหมทั้งราตรี…”
เด็กหญิงอ่านเสียงเบา เสมือนศิษย์ในสำบัณฑิต ต่างที่นางไม่ได้พยักหน้าส่ายหัว
นักพรตเอื้อมมือไปลูบหูนาง พร้อมกับมองด้วยสายตาอันจนใจ ปรับท่าทางเล็กน้อย แต่ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ตั้งใจจดจ่อกับเรื่องราวต่อไป
นี่ก็เกือบหกปีมาแล้ว ตั้งแต่ได้พบเขาบนเรือล่องแม่น้ำหลิ่วเจียงโดยบังเอิญ อาศัยร่วมกัน พูดคุยกันก็หลายวัน บัณฑิตผู้คลั่งไคล้เรื่องผีสางปีศาจนั้น เล่าให้เขาฟังถึงความชอบ ความฝัน และถามเรื่องราวของเทพยดาและปีศาจที่รู้
เขานั่งฟังเรื่องราวบนเรืออยู่หลายวัน ทุกคนล้วนดื่มด่ำไปกับเรื่องราว
ครานั้นซ่งโหยวก็ตระหนักว่าสักวันต้องได้อ่านงานเขียนของเขาแน่อน
และวันนั้นก็มาถึงแล้ว
ซ่งโหยวค่อยๆ พลิกหน้าหนังสือ
พลิกไปไม่กี่หน้าก็พบเรื่องราวคุ้นเคย เป็นเรื่องที่เคยฟังจากปากบัณฑิตตอนนั้น
เมื่อถูกเขียนเป็นหนังสือ แน่นอนว่าย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง จากเล่าปากต่อปากเป็นตัวอักษร ชัดเจนทั้งภาษาพูดและบทประพันธ์ บางเรื่องปรับโครงสร้าง แต่งเติม และบางเรื่องมีความเห็นของผู้แต่ง อ่านแล้วชวนคิดตาม
แต่สำหรับนักพร