ตแล้ว สิ่งที่สัมผัสได้มากกว่าคือความคุ้นเคย เหมือนตะขอที่ดึงความทรงจำหกปีที่แล้วกลับมา
ราวกับเสียงของบัณฑิตผู้ทะเยอทะยานบัณฑิตนั้นดังอยู่ในใจ ตามด้วยเสียงน้ำกระเพื่อม เสียงลิงจากทั้งสองฝั่ง เคล้าเสียงขับร้องของคนเรือ ซ่งโหยวเหมือนย้อนกลับไปบนเรือริมน้ำหกปีที่แล้ว นั่งอยู่ที่หัวเรือกับแม่นางสามสี คอยฟังบัณฑิตข้างๆ เล่าเรื่อง
“บุตรสาวชาวบ้านริมแม่น้ำจางล้วนไม่ทำมาหากิน เพียงร้องรำทำเพลงไปวันๆ คาดมัดฟางเหลืองไว้ที่เอว ปัดรังนกน้อยบนยอดไม้ หมายเอาไข่ในรังกลับบ้านไปให้ท่านยาย ต้มอย่างไรก็ไม่สุก ท่านยายไม่สบอารมณ์นัก หยาดเหงื่อพลันผุดขึ้นเต็มใบหน้า…”
แม่นางสามสีอ่านด้วยจังหวะเป็นธรรมชาติ
แต่พออ่านจบ นางก็เกาหัว
บทกลอนเด็กอ่านง่าย แม่นางสามสีอ่านออกตั้งนานแล้ว อ่านไปเดาไป พอเข้าใจความหมายก็รู้สึกว่าบทกลอนสนุก เพราะนางเองก็ทำเช่นนี้บ่อย
แต่เดิมคิดว่ามีเพียงหญิงสาวข้างบ้านที่ทำเช่นนั้น
ครั้นเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักพรตกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ดูแล้วคงสนุกกว่าบทกลอนเด็กมาก
แม่นางสามสีจ้องเขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะวางหนังสือลง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นไปหาเขา
“เจ้ากำลังอ่านอะไรอยู่”
นักพรตหยุดเงยหน้ามอง
“หนังสือ”
“หนังสืออะไร”
“หนังสือเรื่องเล่า”
“สนุกไหม”
“สนุกกว่าของแม่นางสามสีอีก”
“แล้วทำไมไม่ให้แม่นางสามสีอ่านบ้าง”
“ใช่ว่าข้าจะไม่ให้อ่าน รอข้าอ่านจบก่อนจะให้แม่นางสามสีอ่านบ้าง”
“แล้วเล่มอื่นเล่า”
“