านางคงเรียนรู้ได้เร็วมาก” นักพรตหยุดคิดแทนแม่นางสามสี “แต่กว่านางจะอ่านตำราตัวอักษรพื้นฐานทั้งสามเล่มจบ แล้วจะไปอ่านเล่มอื่นต่อ…”
“…”
เด็กหญิงฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว กำมือแน่น สัมผัสได้ถึงความเร่งรีบและกังวล
ทำอย่างไรดี…
แต่แล้วนักพรตก็พูดต่อ
“ถ้านางเอาข้อความใน ‘พันอักษร’ หรือกลอนจาก ‘พันบทกวี’ มาถามแล้วเจ้าตอบไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า… เฮ้อ…”
“!”
เด็กหญิงเบิกตากว้าง กำมือแน่นยิ่งกว่าเดิม
โชคดีที่นักพรตเตือน! ไม่อย่างนั้นข้าได้ขายหน้าแน่!
“อ่านหนังสือ!”
“ไม่อ่านเล่มนี้แล้วหรือ”
“ไม่อ่าน!”
“ทำไมเล่า”
“ข้าจะอ่านหนังสือของข้า!”
“เฮ้อ แม่นางสามสีต้องรู้ว่าทุกสิ่งมีขอบเขต การอ่านหนังสือต่างจากการฝึกวิชา แต่ก็ควรค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ห้ามหักโหมจนลืมพักผ่อน”
ซ่งโหยวกล่าวกับแม่นางสามสีที่กำลังอ่านหนังสือด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้ารู้ว่าแม่นางสามสีขยันใฝ่รู้ และเป็นยอดอัจฉริยะ แต่ก็ต้องพักผ่อนบ้าง”
“ข้ารู้แล้วน่า!”
เด็กหญิงคิดเอาไว้แล้ว
ขณะนั้นแสงที่ประตูพลันมืดลงอีกครั้ง
จอมยุทธ์หญิงอู๋ยกเก้าอี้โยกเข้ามา แต่กลับได้ยินบทสนทนานั้นพอดี นางขมวดคิ้วลงแล้วเหลียวมองนักพรต เหมือนเพิ่งเห็นด้านนี้ของเขาวันนี้
จอมยุทธ์หญิงอู๋ส่ายหน้า เพียงวางเก้าอี้ลงแล้วเดินออกไป
“…”
นักพรตจับสังเกตสายตานางอยู่ แต่หาได้สนใจไม่ เขาส่ายหน้าแล้วก้มอ่านหนังสือต่อ
อ่านไปอ่านมาก็เจอเรื่องของตนเอง บทนั้นชื่อว่า ‘พบเซียนที่แม่น้ำหลิ่วเจี