วหล้า หากไร้เทพไร้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ล้วนเชื่อฟังนางทั้งสิ้น
น่ารำคาญเสียจริง
แม่นางสามสีถอนหายใจเบาๆ พลันหันไปกวักเรียกเจ้านกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนชั้นสองให้บินลงมา แล้วค่อยๆ ใช้ตะเกียบเขี่ยเอาเนื้อหมูจากโจ๊กออกมาป้อนมัน
นกนางแอ่นก้มลงจิกแล้วเงยหัวขึ้นมากลืนลงไป
“เจ้านกว่าอร่อยหรือไม่”
จิ๊บ จิ๊บ~
“อันที่จริงรสชาติก็ไม่ต่างจากเนื้อหนูสักเท่าไร”
“…”
“…”
ทั้งคนทั้งนกต่างนิ่งเงียบไป
แม่นางสามสีไม่ทันเอะใจ ยังคงเขี่ยหมูออกจากโจ๊กต่อไป แต่ครู่หนึ่งก็หันไปมองที่อีกฝั่งของถนน
ซ่งโหยวมองตามนางไป ก่อนจะวางตะเกียบลงเช่นกัน
เห็นสตรีนางหนึ่งในชุดสีเทาดำก้าวเดินมาตามถนน พอมองออกว่านางซ่อนอาวุธไว้ใต้เสื้อผ้า ครั้นถึงหน้าบ้านซ่งโหยว ก็พบว่าประตูข้างๆ เปิดอยู่ จึงเลี้ยวมองเข้าไป เห็นม้าแดงยืนอยู่ในลานอีกทั้งหน้าต่างชั้นสองยังเปิดออก นางยืนงุนงง มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือเกาศีรษะ ผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วยิ่งยุ่งขึ้นไปอีก
ทันใดนางก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัว หันขวับมาสบตากับทั้งสองคนตรงแผงอาหารเช้าเข้าพอดี
“…”
นางมองประตูบ้านสลับกับทั้งสอง ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วสาวเท้าเข้ามา
“เจ้าของร้าน ขอโจ๊กเพิ่มอีกชาม” ซ่งโหยวเอ่ยขึ้น “ไม่สิ ข้าเอาสองชาม เพิ่มไข่ต้มสองฟอง หมั่นโถวไส้หมูอีกสองก้อน”
“ได้เลย!”
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินหนีไปทันที
ขณะเดียวกันสตรีชุดเทาดำก็ลากเก้าอี้เตี้ยเข้ามา ขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นจนเ