ูกเติมลงชาม สีหมึกมรกตของไข่เยี่ยวม้าตัดกับสีชมพูของเนื้อบดช่างยั่วน้ำลายเหลือเกิน
เพียงทัพพีเดียวก็ได้โจ๊กเกือบเต็มชามแล้ว จากนั้นเจ้าของร้านก็ตักเพิ่มอีกทัพพี โดยคราวนี้เลือกเฉพาะส่วนที่มีสีของไข่และเนื้อ ดูแล้วรู้สึกแปลกตานัก
แท้จริงแล้วเป็นน้ำใจเล็กน้อยของชาวเมือง
ตักเสร็จแล้วก็โรยต้นหอมปิดท้าย
ขณะตักเจ้าของร้านก็พูดขึ้นมา “ไม่รู้ว่าโจ๊กสูตรนี้แพร่เข้ามาจากที่ใด เดี๋ยวนี้ทั้งเมืองมีแต่คนขายไข่เยี่ยวม้า นำมาต้มกับโจ๊กยิ่งได้รสชาติสดใหม่ ท่านทั้งสองคงไม่เคยได้ลิ้มลอง…”
โจ๊กร้อนๆ สองชามถูกยกมาวางตรงหน้าทั้งสอง
เด็กหญิงทำหน้ามุ่ย ไม่ค่อยพอใจที่เจ้าของร้านเอ่ยว่าตนไม่เคยกิน แต่ก็ไม่ได้โต้เถียงไป เพียงหันไปจ้องเจ้าของร้านเขม็ง
“แม่นางน้อยผู้นี้…”
“ศิษย์น้อยของข้าเอง”
“งดงามยิ่งนัก ประหนึ่งกุมารทองกุมารีหยก[1]ข้างกายองค์เทพ”
“ทุกคนล้วนกล่าวเช่นนั้น”
นักพรตหยิบตะเกียบขึ้น เด็กหญิงก็เลียนแบบตาม แต่ถึงกระนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กๆ
ชีวิตในเมืองช่างสิ้นเปลืองนัก
อันที่จริงนางคิดว่านักพรตเลี้ยงง่าย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในหุบเขา มีกระต่ายหรือปลาตัวสองตัวก็อยู่ได้แล้ว แม้ไร้สัตว์ป่าไร้ลำธาร ก็แค่หาหญ้าที่ใช้เลี้ยงม้า หรือเก็บเห็ดป่าที่กินได้ ผลไม้ตามฤดู เท่านี้ก็อยู่ได้แล้วแต่นักพรตผู้นี้กลับชอบเข้ามาอยู่ในเมืองนัก
แม้แต่น้ำยังต้องซื้อ…
ทั้งที่แม่นางสามสีก็มีดาบสะบั้นวารีอยู่กับตัว ผืนน้ำทั่