ลมหนาวเหนือยอดเขาพัดกรรโชกไม่ขาดสาย ขนของเจ้าเหมียวพองฟูสะบัดไหวไปทั้งตัว คราแรกนางยังทำหน้าย่น หดคอหนี แต่ไฉนเลยจะหลบเลี่ยงลมบนยอดเขาได้
กระทั่งเห็นนักพรตกับม้าแดงเดินล้ำหน้าไปไกล นางจึงรีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปติด พอชินกับลมแล้ว ก็ผ่อนสีหน้าลง ราวกับว่าลมหนาวมิอาจทำอะไรได้อีก
“นักพรต~”
เสียงใสนุ่มละมุนของนางดังแทรกเสียงลมหวีดหวิวมา หากไม่ตั้งใจฟังคงแทบไม่ได้ยินเลย
“มีอะไรหรือ”
“พวกเรามาถึงฉางจิงแล้ว!”
“ใช่แล้ว”
“นี่คือที่ที่เจ้าเสกสายฟ้าลงมาใช่ไหม!”
“ใช่แล้ว”
“แล้วตรงนั้นก็คือที่จิ้งจอกมาส่งพวกเราใช่ไหม!”
“ใช่แล้ว”
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ!”
“แน่นอน”
นักพรตก้าวไปพลางทอดสายตามองเบื้องล่าง เห็นทางดินคดเคี้ยวลาดลงเขาไป พร้อมกับขบวนพ่อค้าคาราวานกำลังมุ่งสู่เมืองใหญ่ ศาลาบนเนินดินที่เคยมีคนดีดพิณ รินสุรา ก็ยังอยู่ในสภาพเดิม เพียงแต่บัดนี้ไร้ซึ่งผู้คน
“พวกเราเดินทางมาไกลมากเลยนะ…”
เจ้าเหมียวชะโงกศีรษะมองลงไปเบื้องล่าง ขนปลิวสะบัดตามแรงลม ดูสง่างามไม่เบา
โลกในความคิดของแมวน้อยนั้นแตกต่างจากของมนุษย์ อีกทั้งนางยังเป็นเด็ก ไม่มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์หรือระยะทาง จึงไม่รู้ว่าตลอดสามปีมานี้ตนเดินทางมาอย่างไรบ้าง จำชื่อสถานที่ได้เพียงบางแห่ง จดจำได้ถึงสถานที่ที่ตนได้สนุกสนาน ขุนเขาและสายน้ำแปลกตา ทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา หรือหิมะที่ตกหนาจนกลบมิดทั้งตัว ทว่าสิ่งเดียวที่รู้แน่ชัดคือ ตนเคยติดตามนักพรตออ